หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจแล้วตีหน้ากังวล หลังจากผลตรวจเลือดบอกว่าค่าตับสูง หรือคุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง คำถามแรกๆ ที่มักจะได้ยินเสมอก็คือ หมอครับ/ค่ะ ตับผม/หนู จะหายไหม ต้องกินยาไปตลอดชีวิตหรือเปล่า เป็นเรื่องธรรมดามากครับที่เราจะตกใจ เพราะตับเป็นอวัยวะชิ้นใหญ่ที่ทำงานหนักเพื่อเรามาตลอด แต่กลับไม่ค่อยส่งเสียงร้องเรียนเวลาที่มันเหนื่อยล้า
การทำความเข้าใจเรื่องแนวทางการรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังจึงเป็นก้าวสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้เรากลับมาควบคุมสุขภาพของตัวเองได้อีกครั้ง วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายว่า เมื่อตับเริ่มอักเสบเรื้อรังแล้ว แพทย์มีแนวทางดูแลรักษาอย่างไรบ้าง และตัวเราเองต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบ้างเพื่อรักษาเนื้อคู่ของร่างกายชิ้นนี้ให้อยู่กับเราไปนานๆ
ตับอักเสบเรื้อรังคืออะไร และทำไมปล่อยไว้ไม่ได้
ก่อนจะไปถึงเรื่องยา เรามาทำความเข้าใจสั้นๆ ก่อนว่า ตับอักเสบเรื้อรัง หมายถึงภาวะที่เนื้อตับมีการอักเสบต่อเนื่องติดต่อกันนานเกิน 6 เดือน สาเหตุส่วนใหญ่บ้านเรามักหนีไม่พ้นเจ้าไวรัสตับอักเสบบีและซี ไขมันพอกตับจากการกินอาหารและวิถีชีวิต หรือแม้แต่การดื่มแอลกอฮอล์สะสมเป็นเวลานาน
ความน่ากลัวของมันคือ ตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก ต่อให้มีการอักเสบอยู่เงียบๆ มันก็ยังทำงานต่อได้ ทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร แต่ถ้าปล่อยให้มีการอักเสบเรื้อรังเป็นปีๆ เซลล์ตับที่ตายไปจะถูกแทนที่ด้วยพังผืด จนกลายเป็นตับแข็งและอาจพัฒนาไปสู่มะเร็งตับได้ในที่สุด นั่นคือเหตุผลที่เราต้องรีบรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ตรวจให้รู้สาเหตุที่แท้จริง: ก้าวแรกของการรักษาที่ถูกต้อง
การรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะตับอักเสบแต่ละคนมีต้นเหตุไม่เหมือนกัน หมอไม่สามารถจ่ายยาครอบจักรวาลให้ใครกินเหมือนกันได้ ดังนั้นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการค้นหาตัวการให้เจอ
เราต้องเจาะเลือดตรวจหาเชื้อไวรัส ตรวจหาภูมิต้านทาน บางครั้งอาจต้องทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูเนื้อตับ หรือตรวจความยืดหยุ่นของตับเพื่อประเมินว่ามีภาวะพังผืดมากน้อยแค่ไหนแล้ว เมื่อรู้แล้วว่าต้นตอมาจากไวรัส ไขมันพอกตับ หรือสารเคมี แนวทางการรักษาจึงจะพุ่งเป้าไปที่จุดนั้นได้อย่างแม่นยำ
วิธีรักษาเมื่อมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบ
ถ้าผลตรวจออกมาว่าต้นเหตุคือเจ้าไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ข่าวดีในยุคนี้คือวงการแพทย์เราก้าวหน้าไปมากแล้วครับ มียาที่มีประสิทธิภาพสูงในการกดเชื้อหรือกำจัดเชื้อให้หมดไปจากร่างกาย
จัดการไวรัสตับอักเสบบีแบบระยะยาว
สำหรับไวรัสตับอักเสบบี เป้าหมายหลักของการรักษาคือการกดไวรัสไม่ให้มันแบ่งตัวทำลายเซลล์ตับ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดพังผืดเพิ่มขึ้น คนไข้จะต้องกินยาต้านไวรัสสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด แม้ว่าผลตรวจเลือดจะกลับมาปกติแล้วก็ตาม เพราะเชื้อไวรัสอาจจะกลับมาอาละวาดหนักกว่าเดิมได้
พิชิตไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาด
ส่วนไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมาก เพราะเรามียารุ่นใหม่ที่เป็นยาเม็ดรับประทานเพียงไม่กี่สัปดาห์ โอกาสหายขาดสูงถึงเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แทบไม่ต้องทนทรมานกับผลข้างเคียงเหมือนยาฉีดในอดีตอีกต่อไป
ปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิต: ยาขนานเอกที่หมอซื้อให้ไม่ได้
ต่อให้มียาที่ดีที่สุดในโลก แต่ถ้าพฤติกรรมการใช้ชีวิตยังทำร้ายตับอยู่ตลอดเวลา การรักษาก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จครับ การดูแลตับด้วยตัวเองจึงเป็นหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้เลย
- เลิกบุหรี่และงดแอลกอฮอล์เด็ดขาด: แอลกอฮอล์คือตัวการหลักที่เร่งให้ตับอักเสบกลายเป็นตับแข็งเร็วขึ้น ใครที่ยังดื่มอยู่ต้องใจแข็งเด็ดขาดครับ
- ระวังเรื่องยาสมุนไพรและอาหารเสริม: หลายคนหวังดีอยากบำรุงตับ แต่ไปซื้อยาชุด ยาหม้อ หรืออาหารเสริมทางอินเทอร์เน็ตมากินเอง โดยไม่รู้ว่าตับต้องเป็นคนเผาผลาญสารเหล่านั้น ผลลัพธ์คือตับพังเร็วกว่าเดิม ก่อนกินอะไรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- ควบคุมน้ำหนักและเลือกกินอาหาร: สำหรับคนที่เป็นตับอักเสบจากไขมันพอกตับ การลดแป้ง น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว พร้อมกับเพิ่มผักผลไม้และออกกำลังกายสม่ำเสมอ คือยารักษาที่ดีที่สุดที่จะดึงไขมันออกจากตับได้
การติดตามอาการอย่างต่อเนื่องกับแพทย์
โรคตับอักเสบเรื้อรังเป็นโรคระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างคนไข้และหมอ การมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดดูค่าการทำงานของตับ และตรวจอัลตราซาวนด์คัดกรองมะเร็งตับเป็นระยะ แม้ว่าเราจะรู้สึกสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเด็ดขาด เพราะความสม่ำเสมอในการดูแลตัวเองนี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรามีตับที่แข็งแรงอยู่ใช้งานไปได้นานๆ