ช่วงนี้คุณแม่หลายคนอาจจะกังวลใจไม่น้อย เวลาพาลูกรักไปตรวจสุขภาพตามนัดแล้วคุณหมอทักว่าลูกเริ่มมีภาวะซีด หรือผลตรวจเลือดบอกว่าเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าเกณฑ์ ทั้งที่เจ้าตัวเล็กก็ดูร่าเริงกินเก่งและได้สารอาหารครบถ้วนดี ความจริงแล้วปัญหาภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็กวัยขวบปีแรกไม่ได้เกิดจากการกินน้อยเสมอไปครับ แต่อาจเป็นเพราะมีตัวการบางอย่างที่คอยขัดขวางไม่ให้ลำไส้เล็กของลูกน้อยดึงเอาธาตุเหล็กจากอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ต่างหาก
ธาตุเหล็กสำคัญกับเจ้าตัวเล็กแค่ไหน ทำไมถึงขาดไม่ได้?
ก่อนที่เราจะไปดูว่ามีอะไรมาขัดขวาง หมออยากให้เข้าใจก่อนว่าธาตุเหล็กคือวัตถุดิบสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและทั่วร่างกาย ในช่วงขวบปีแรกของทารก สมองเติบโตเร็วมากและต้องการออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง หากร่างกายขาดธาตุเหล็กในช่วงนี้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ และทำให้ภูมิคุ้มกันของลูกน้อยลดลงได้ง่าย ซึ่งในทางการแพทย์ เราพบว่าความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็กของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และมักจะมีตัวขบถตัวเล็กๆ ในมื้ออาหารที่คอยขัดขวางกระบวนการนี้อยู่เบื้องหลัง
เครื่องดื่มยอดฮิตที่เผลอให้ลูกดื่ม แล้วไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก
คุณแม่หลายท่านอาจไม่รู้ว่า นมวัวแท้ๆ หรือนมกล่องทั่วไป หากให้เด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบดื่ม จะกลายเป็นดาบสองคมทันที โปรตีนในนมวัวนอกจากจะย่อยยากสำหรับกระเพาะของทารกแล้ว ยังไปกระตุ้นให้เกิดเลือดออกเรื้อรังปริมาณน้อยมากๆ ในทางเดินอาหาร ซึ่งเรามองไม่ด้วยตาเปล่าแต่ทำให้สูญเสียธาตุเหล็กสะสมทีละน้อย นอกจากนี้แคลเซียมและฟอสฟอรัสปริมาณมากในนมวัวยังเข้าไปแย่งพื้นที่กับธาตุเหล็กในการดูดซึมที่ผนังลำไส้ ทำให้ธาตุเหล็กหลุดรอดออกไปกับอุจจาระเสียหมด ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้เด็กดื่มแต่นมแม่หรือนมสูตรที่เสริมธาตุเหล็กเป็นหลักจนกว่าจะอายุครบ 1 ขวบ
อาหารเสริมหรือยาบางชนิดในบ้าน ที่แอบขัดขวางธาตุเหล็กโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งคุณแม่อาจหวังดีอยากให้ลูกได้รับวิตามินเสริมครบถ้วน หรือบางทีเด็กมีอาการเจ็บป่วยจำเป็นต้องได้รับยาบางกลุ่ม เช่นยาลดกรดหรือยาเคลือบกระเพาะอาหารในกรณีที่ลูกมีอาการกรดไหลย้อนหรือแผลในทางเดินอาหาร รู้ไหมครับว่าสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารมีความสำคัญมากในการแปลงสภาพธาตุเหล็กให้อยู่ในรูปที่ลำไส้พร้อมดูดซึม เมื่อฤทธิ์กรดถูกลดลงด้วยยาเหล่านี้ ธาตุเหล็กจึงไม่ละลายและไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ รวมถึงแคลเซียมเม็ดเสริมที่บางครั้งผู้ใหญ่เผลอบดให้เด็กกินพร้อมมื้ออาหาร ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ธาตุเหล็กเสียของไปฟรีๆ
สารอาหารจากพืชบางชนิดที่เผลอใส่ในมื้ออาหารเสริมของลูก
เมื่อลูกเริ่มกินอาหารตามวัยตอนอายุ 6 เดือน คุณแม่อาจจะเริ่มบดผักผลไม้หรือธัญพืชให้ลูกลองชิม แต่ต้องระวังสารธรรมชาติบางตัวในพืชผัก เช่น ไฟเตท (Phytates) ที่พบมากในธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และรำข้าว รวมถึงแทนนิน (Tannins) ในชาหรือพืชบางชนิด สารเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมันชอบเกาะติดกับธาตุเหล็กกลายเป็นสารประกอบที่ลำไส้ของทารกไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ การปรุงอาหารให้เด็กจึงต้องอาศัยเทคนิค เช่น การแช่น้ำ การหมัก หรือการต้มเพื่อลดปริมาณสารเหล่านี้ลงครึ่งหนึ่งก่อนนำมาทำอาหารให้ลูกน้อย
เคล็ดลับง่ายๆ ในการช่วยเสริมและปลดล็อกการดูดซึมธาตุเหล็กให้ลูกน้อย
เมื่อเรารู้แล้วว่าอะไรคือปัจจัยขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก วิธีแก้ก็คือการปรับสมดุลในจานอาหารของลูกครับ หมอแนะนำเทคนิคง่ายๆ ดังนี้
- เพิ่มวิตามินซีคู่กับมื้ออาหาร: วิตามินซีจากผลไม้รสเปรี้ยวอ่อนๆ เช่น น้ำส้มคั้นสด หรือมะเขือเทศบด มีฤทธิ์มหัศจรรย์ในการช่วยเปลี่ยนรูปธาตุเหล็กจากพืชให้ดูดซึมได้ง่ายขึ้นหลายเท่า
- เว้นระยะเวลานมวัว: หากลูกเริ่มโตและดื่มนมวัว ให้เว้นช่วงห่างจากมื้ออาหารหลักที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างน้อย 1 ถึง 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้แคลเซียมไปขัดขวางธาตุเหล็ก
- เลือกแหล่งธาตุเหล็กที่ดูดซึมง่าย: เน้นเนื้อสัตว์ ไข่แดง และตับบดละเอียด ซึ่งธาตุเหล็กในกลุ่มนี้จะดูดซึมได้ดีกว่าพืชโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยเสริมมากนัก
การเข้าใจกลไกเล็กๆ น้อยๆ ในระบบทางเดินอาหารของทารก จะช่วยให้คุณแม่วางแผนมื้ออาหารได้อย่างมั่นใจ ป้องกันภาวะซีด และช่วยให้ลูกน้อยเติบโตสมวัยมีพัฒนาการทางสมองที่สมบูรณ์แข็งแรงครับ