กลางดึกคืนหนึ่งในห้องฉุกเฉิน หมอได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมกับเสียงสะอื้นเบาๆ ของคุณแม่ท่านหนึ่งที่อุ้มลูกน้อยวัยเพียงห้าเดือนเข้ามาในอ้อมแขน เด็กตัวน้อยกำลังพยายามหายใจอย่างสุดกำลัง หน้าอกของเขาบุ๋มลงไปลึกทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า ยิ่งตอนที่หมอเปิดเสื้อของหนูน้อยขึ้นตรวจ ยิ่งเห็นภาพทรวงอกยุบตัวลงตามร่องซี่โครงอย่างชัดเจน เหตุการณ์แบบนี้มักเกิดขึ้นเสมอเมื่อเด็กๆ เผชิญกับโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน เช่น RSV ปอดอักเสบ หรือหอบหืดรุนแรง
ทำไมแค่ดูลูกหายใจ ถึงบอกได้ว่าเขากำลังแย่?
โดยปกติแล้ว มนุษย์เราหายใจเข้าออกด้วยการทำงานประสานกันอย่างนุ่มนวลระหว่างกะบังลมและกล้ามเนื้อทรวงอก ทรวงอกจะขยายออกและท้องจะพองขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อไรก็ตามที่ร่างกายขาดออกซิเจน หรือมีสิ่งอุดกั้นในทางเดินหายใจ เนื้อปอดมีความยืดหยุ่นลดลงจากอาการอักเสบ ร่างกายจะปรับตัวโดยอัตโนมัติด้วยการเรียกใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจบริเวณคอ อก และซี่โครงให้ทำงานหนักขึ้นอย่างเต็มที่
การออกแรงดึงลมหายใจเข้าอย่างรุนแรงนี้เองที่ทำให้เกิดแรงดันลบในช่องอก ส่งผลให้ผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อนตรงร่องกระดูกและใต้ชายโครงถูกดูดบุ๋มเข้าไปด้านในทุกครั้งที่สูดลมหายใจ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึง การประเมินภาวะอกบุ๋มและซี่โครง อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้สามารถประเมินความรุนแรงและพาเด็กๆ ส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดภาวะระบบหายใจล้มเหลว
ชวนมาส่อง 4 จุดสังเกตบนหน้าอกและชายโครงที่บอกว่าลูกกำลังหายใจลำบาก
เมื่อไรก็ตามที่คุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกหายใจเหนื่อย ให้จับลูกถอดเสื้อออกในห้องที่อุ่นพอดีและมีแสงสว่างเพียงพอ จากนั้นลองสังเกตตำแหน่งที่ผิวหนังยุบตัวลงไปตามจุดสำคัญเหล่านี้:
1. ใต้ชายโครงบุ๋มลึก
เป็นจุดแรกๆ ที่มักจะสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด ผิวหนังบริเวณใต้ซี่โครงซ้ายและขวาตรงช่วงต่อกับช่องท้องจะถูกดึงรั้งยุบเข้าไปเป็นร่องลึกเวลายกอกขึ้นเพื่อหายใจเข้า หากเห็นจุดนี้แสดงว่าร่างกายกำลังเริ่มใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติแล้ว
2. ซอกซี่โครงบุ๋มเข้าเป็นซี่ๆ
ลองเพ่งมองไปที่ช่องว่างระหว่างกระดูกซี่โครงแต่ละซี่ หากพบว่าผิวหนังระหว่างซี่โครงถูกดึงจนยุบตัวลงไปเห็นขอบกระดูกซี่โครงเป็นซี่ๆ เด่นชัดเหมือนลอนลูกคลื่นขณะหายใจเข้า นั่นเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อรอบทรวงอกทำงานหนักมากเพื่อชดเชยปริมาตรปอดที่ลดลง
3. ใต้ลิ้นปี่บุ๋ม
สังเกตตรงกึ่งกลางอกใต้กระดูกหน้าอกลงมาเล็กน้อย บริเวณแอ่งลิ้นปี่จะยุบฮวบลงไปลึกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อหายใจเข้า มักพบร่วมกับอาการท้องโป่งพองผิดปกติขณะหายใจ หรือที่เรียกกันว่าการหายใจสลับกันระหว่างอกและท้อง
4. แอ่งคอและเหนือกระดูกไหปลาร้าบุ๋ม
เมื่อสถานการณ์เริ่มวิกฤต ร่างกายจะพยายามดึงกล้ามเนื้อคอมาช่วยหายใจด้วย ส่งผลให้แอ่งเหนือกระดูกอกตรงโคนคอหรือบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้าบุ๋มลึกเป็นร่องลงไป หากเห็นอาการบุ๋มในจุดนี้ร่วมด้วย แสดงว่าร่างกายกำลังเข้าสู่ภาวะหอบเหนื่อยรุนแรงขั้นสุดยอดและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที
วิธีเช็กอาการหายใจเหนื่อยง่ายๆ ที่พ่อแม่ทำเองได้ที่บ้าน
นอกจากสังเกตรอยบุ๋มตามจุดต่างๆ แล้ว การประเมินภาวะอกบุ๋มและซี่โครง ที่สมบูรณ์แบบยังต้องประเมินควบคู่ไปกับอัตราการหายใจและการตอบสนองของเด็กด้วย วิธีตรวจเช็กที่บ้านอย่างเป็นระบบมีดังนี้:
- จัดท่าทางให้ถูกต้อง: ให้เด็กนอนหงายในท่าที่สบาย ไม่ร้องไห้งอแง เพราะการร้องไห้จะทำให้หายใจเร็วและหน้าอกบุ๋มชั่วคราวได้ ซึ่งอาจทำให้การประเมินคลาดเคลื่อน
- นับอัตราการหายใจให้เต็ม 1 นาที: สังเกตหน้าอกหรือท้องที่ยกขึ้นแล้วนับเป็น 1 ครั้ง โดยเกณฑ์หายใจเร็วเกินไปตามอายุมีดังนี้:
- เด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- ประเมินความลึกของการบุ๋ม: แยกแยะว่าเป็นการบุ๋มเล็กน้อยพอมองเห็น หรือบุ๋มลึกจนเห็นโครงกระดูกชัดเจน หากอาการบุ๋มลึกและรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ห้ามรอดูอาการที่บ้านอย่างเด็ดขาด
สัญญาณเตือนภัยสีแดง ที่ต้องทิ้งทุกอย่างแล้วพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
บางครั้งภาวะเหนื่อยหอบอาจแย่งชิงเวลาเพียงไม่กี่นาทีของชีวิตเด็กไป หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบอาการอกบุ๋มและซี่โครงบุ๋มร่วมกับอาการเหล่านี้ แม้เพียงข้อเดียวก็ต้องรีบพาไปพบแพทย์ด่วนที่สุดโดยไม่ต้องรีรอ:
- ปีกจมูกบานขณะหายใจ: รูจมูกจะขยายกว้างออกและหุบเข้าตามจังหวะหายใจ เพื่อพยายามรับลมเข้าปอดให้ได้มากที่สุด
- มีเสียงครางในคอขณะหายใจออก: เด็กจะทำเสียงอึดๆ หรือครางครืดคราดในคอขณะปล่อยลมหายใจออก เป็นกลไกการกักลมเพื่อไม่ให้ถุงลมในปอดแฟบตัว
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ: แสดงว่าร่างกายกำลังเข้าขั้นขาดออกซิเจนขั้นรุนแรง ผิวหนังจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เทา หรือเขียวรอบมุมปาก
- ซึมลงอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ยอมกินนม: เด็กไม่มีแรงแม้กระทั่งจะดูดนม หรือไม่เล่น ไม่สบตา ซึมลึก เรียกไม่ค่อยตื่น
ความปลอดภัยของลูกน้อยขึ้นอยู่กับการสังเกตที่รวดเร็วและแม่นยำ หมอหวังว่าแนวทางนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจระบบทางเดินหายใจของลูกน้อยได้ดียิ่งขึ้น และจำไว้เสมอว่า หากไม่มั่นใจในอาการของลูก การพาลูกไปให้กุมารแพทย์ตรวจประเมินคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ