คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักเดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยความกังวลใจอย่างมากเมื่อเห็นลูกน้อยวัยแบเบาะมีน้ำตาเอ่อคลอเบ้าอยู่ตลอดเวลา บางวันก็มีขี้ตาสีเหลืองเขียวเกรอะกรังจนตาปิดแทบจะลืมตาไม่ได้ แม้จะพยายามหยอดยาหรือนวดหัวตาตามที่เคยได้รับคำแนะนำมาแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากหมอตาเด็กว่าอาจต้องใช้วิธี การสวนท่อน้ำตาในเด็ก คำถามแรกที่หมอเจอบ่อยที่สุดคือ "มันอันตรายไหมคุณหมอ? ลูกจะเจ็บมากไหม?" หมออยากให้ทุกคนคลายความกังวลใจลงก่อน แล้วลองมาทำความเข้าใจกับเรื่องนี้แบบง่ายๆ ไปพร้อมกัน
ทำไมทารกเพิ่งคลอดถึงมีน้ำตาคลอเบ้าและขี้ตาเยอะผิดปกติ?
อาการน้ำตาไหลเอ่อและขี้ตาเยอะในเด็กทารก ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะท่อน้ำตาอุดตันแต่กำเนิด ซึ่งกลไกตามธรรมชาติคือ ร่างกายจะสร้างน้ำตามาหล่อเลี้ยงดวงตาตลอดเวลา จากนั้นน้ำตาจะไหลผ่านรูเปิดเล็กๆ บริเวณหัวตาลงไปสู่โพรงจมูกและคอ แต่ในเด็กทารกบางคน เยื่อบางๆ ที่ปิดตรงปลายท่อน้ำตาที่อยู่ภายในโพรงจมูกยังไม่เปิดออกตามที่ควรจะเป็น ทำให้น้ำตาไม่มีทางระบายออก จึงเอ่อล้นกลับขึ้นมาที่ดวงตา และเมื่อน้ำตาขังอยู่นานๆ ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค จนทำให้เกิดขี้ตาเหนียวสีเหลืองหรือเขียวตามมา
นวดหัวตาแล้วไม่หาย... เมื่อไหร่ที่คุณหมอจะแนะนำให้ 'สวนท่อน้ำตาในเด็ก'?
โดยทั่วไปแล้ว ท่อน้ำตาที่อุดตันนี้สามารถเปิดออกเองได้ถึงร้อยละ 90 ภายในช่วงขวบปีแรก หมอจึงมักแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันนวดบริเวณถุงน้ำตาที่หัวตาอย่างถูกวิธีร่วมกับการหยอดยาปฏิชีวนะหากเริ่มมีขี้ตาอักเสบ แต่หากเวลาล่วงเลยไปจนลูกน้อยมีอายุประมาณ 10-12 เดือนแล้ว ท่อน้ำตาก็ยังคงตันอยู่ โอกาสที่เยื่อบางๆ นั้นจะเปิดออกเองก็น้อยลงเรื่อยๆ ช่วงเวลานี้เองที่ การสวนท่อน้ำตาในเด็ก จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะการปล่อยทิ้งไว้นานเกินไป อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำๆ จนท่อน้ำตาอักเสบเป็นหนอง หรือเกิดพังผืดหนาตัวขึ้นภายในท่อ ซึ่งจะทำให้การรักษาในอนาคตทำได้ยากขึ้นและอาจต้องใช้วิธีการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าเดิม
สวนท่อน้ำตาเขากระทำกันอย่างไร เจ็บไหม ต้องดมยาสลบหรือเปล่า?
ความกังวลที่ว่าลูกจะเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้อย่างยิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขั้นตอนการสวนท่อน้ำตาเป็นหัตถการขนาดเล็กที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยทั่วไปในเด็กที่มีอายุใกล้ 1 ขวบขึ้นไป คุณหมอจะแนะนำให้ทำภายใต้การดมยาสลบแบบตื้นๆ ในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้เด็กหลับสนิท ไม่ดิ้นหรือขยับตัวขณะทำ ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อและโครงสร้างภายในท่อน้ำตา
ขั้นตอนการทำมีดังนี้:
- คุณหมอจะใช้เครื่องมือที่เป็นแท่งโลหะขนาดเล็กมากและมีปลายมน ค่อยๆ สอดผ่านรูเปิดที่หัวตาลงไปตามแนวท่อน้ำตา เพื่อดันผ่านแผ่นเยื่อที่ปิดกั้นอยู่ตรงปลายท่อให้ทะลุออก
- เมื่อสอดผ่านสำเร็จแล้ว จะทำการฉีดน้ำเกลือปริมาณเล็กน้อยผ่านท่อลงไป เพื่อทดสอบว่าทางเดินน้ำตาเปิดโล่งดีแล้ว โดยสังเกตว่าน้ำเกลือไหลผ่านลงสู่ลำคอได้สะดวก
- หัตถการนี้ไม่มีแผลผ่าตัดภายนอกให้เห็นเลยแม้แต่น้อย และเมื่อเด็กฟื้นจากยาสลบสนิทก็สามารถกลับบ้านได้ทันทีในวันเดียวกัน
การดูแลหนูน้อยหลังสวนท่อน้ำตาเสร็จเรียบร้อยต้องทำอย่างไรบ้าง?
หลังจากที่ลูกน้อยตื่นดีและคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกตามแนวทางง่ายๆ ดังต่อไปนี้:
- หยอดตาตามแพทย์สั่ง: คุณหมอจะจ่ายยาหยอดตาปฏิชีวนะและยาลดการอักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังทำ ควรหยอดให้ครบตามจำนวนวันและเวลาที่คุณหมอกำหนดอย่างเคร่งครัด
- เช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาอย่างเบามือ: ใช้สำลีชุบน้ำเกลือสะอาดปราศจากเชื้อบีบหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาของลูกจากหัวตาไปหางตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตา
- ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ: เด็กสามารถเล่น รับประทานอาหาร และอาบน้ำได้ตามปกติทันที โดยไม่จำเป็นต้องปิดตาหรือจำกัดกิจกรรมโลดโผนใดๆ
สังเกตอาการหลังพากลับบ้าน แบบไหนปกติ แบบไหนต้องรีบพามาพบหมอ?
หลังการทำหัตถการ อาจมีบางอาการที่เกิดขึ้นได้และถือเป็นเรื่องปกติ เช่น มีน้ำตาปนเลือดสีชมพูจางๆ ซึมออกมาเล็กน้อยทางตาหรือรูจมูกข้างที่ทำ หรือมีอาการคัดจมูกคล้ายเป็นหวัด ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-2 วัน
อย่างไรก็ตาม หากพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกน้อยกลับมาพบแพทย์ทันที:
- มีเลือดสดๆ ไหลออกจากตาหรือจมูกในปริมาณมากและไม่ยอมหยุด
- ผิวหนังรอบดวงตาหรือบริเวณหัวตามีอาการบวมแดง อักเสบ ร้อน หรือจับแล้วลูกร้องเจ็บชัดเจน
- ลูกมีไข้สูง หรือมีอาการซึมลง ไม่ยอมกินนมหรืออาหาร
- มีขี้ตาสีเขียวปนเหลืองเข้มหรือมีหนองไหลออกมาในปริมาณมาก
การสวนท่อน้ำตาในเด็กเป็นหัตถการที่ปลอดภัยสูงและมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาสูงมาก หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นลูกน้อยมีอาการตาแฉะตลอดเวลา การพามาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจประเมินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด เพื่อให้ดวงตาของลูกรักกลับมาสดใสและแข็งแรงอีกครั้ง