ตื่นมาแล้วหัวตาบวมเป่ง กดแล้วเจ็บจี๊ด อาการนี้คืออะไรกันแน่
หลายคนเคยตื่นมาแล้วพบว่าตรงหัวตาใกล้ๆ สันจมูกเกิดบวมแดงขึ้นมาอย่างกะทันหัน เวลาเผลอไปโดนหรือกระพริบตาแรงๆ ก็จะรู้สึกเจ็บแปล. บางคนอาจจะคิดว่าเป็นแค่ตากุ้งยิงทั่วไปแล้วปล่อยไว้ แต่จริงๆ แล้ว อาการแบบนี้มักไม่ใช่ตากุ้งยิงธรรมดา แต่อาจเป็น ภาวะท่อน้ำตาอักเสบเฉียบพลัน หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Dacryocystitis ซึ่งเป็นภาวะที่ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ่อนอยู่ข้างใน และอาจลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ได้
ทำความรู้จักเจ้าท่อน้ำตา และเหตุผลที่มันอุดตันจนติดเชื้อ
ก่อนจะไปถึงเรื่องการรักษา หมออยากให้เห็นภาพของระบบระบายน้ำตาก่อน ปกติแล้วตาของเราจะผลิตน้ำตาออกมาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา น้ำตาส่วนเกินจะไหลมารวมกันที่รูเล็กๆ หัวตา แล้วไหลผ่านท่อน้ำตาลงไปสู่โพรงจมูก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ทางเดินนี้เกิดการอุดตัน ไม่ว่าจะเป็นจากเยื่อบุอักเสบ นิ่วในท่อน้ำตา หรือโครงสร้างจมูกผิดปกติ น้ำตาที่ควรจะไหลลงไปได้กลับคั่งค้างอยู่ข้างในถุงน้ำตา
พอน้ำตาขังอยู่ข้างในนานๆ ก็กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียชั้นดี ทำให้เกิดการติดเชื้อ บวม แดง และกลายเป็นหนองในที่สุด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันทันทีทันใดจนคนไข้ตั้งตัวไม่ทัน
อาการแบบไหนที่ฟันธงได้เลยว่ากำลังเผชิญกับท่อน้ำตาอักเสบเฉียบพลัน
อาการเตือนที่ชัดเจนมากๆ จะสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงรอบๆ หัวตา โดยมักจะมีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกัน
- หัวตาบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด: บริเวณหัวตาจะนูนบวมขึ้นมา เนื้อเยื่อรอบข้างจะแดงและร้อนเวลาเอามือแตะ
- ปวดตุบๆ หรือเจ็บแปล: อาการปวดจะค่อนข้างชัดเจน บางคนปวดลามไปถึงขมับหรือโหนกแก้ม
- มีหนองไหลออกมาจากหัวตา: ถ่าลองใช้นิ้วสะอาดกดเบาๆ บริเวณที่บวม อาจจะมีหนองหรือเมือกขุ่นๆ ไหลออกมาจากรูเปิดที่หัวตา
- ตาแฉะตลอดเวลา: ก่อนที่จะบวมอักเสบ มักจะมีประวัติว่าตาแฉะข้างเดียวเรื้อรังมาก่อนหน้านี้
- มีไข้ร่วมด้วย: ในเคสที่การติดเชื้อค่อนข้างรุนแรง อาจมีไข้ต่ำๆ หรือรู้สึกอ่อนเพลียร่วมด้วย
วิธีรักษาเมื่อมาพบแพทย์
เมื่อมาถึงมือหมอแล้ว เป้าหมายหลักคือการควบคุมการติดเชื้อและระบายหนองที่คั่งค้างอยู่ออกไป โดยแนวทางหลักจะมีดังนี้
- การใช้ยาปฏิชีวนะ: ถ้าอาการยังไม่รุนแรงมาก หมอจะจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดกินร่วมกับยาหยอดตา แต่ถ้ามีการติดเชื้อรุนแรงหรือบวมมาก อาจจะต้องได้รับยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล
- การประคบอุ่นและการนวด: ช่วยให้หนองระบายออกได้ดีขึ้น แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีและอยู่ในคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
- การเจาะระบายหนอง: หากมีฝีหนองก้อนใหญ่ หมออาจต้องพิจารณาเจาะเพื่อระบายหนองออก
ผ่าตัดท่อน้ำตาเมื่อไหร่ ถึงจะแก้ปัญหาได้แบบถอนรากถอนโคน
การใช้ยาฆ่าเชื้อเป็นแค่การรักษาอาการอักเสบในรอบนั้นๆ ให้หายไป แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการอุดตัน ดังนั้น เมื่อการอักเสบเฉียบพลันสงบลงแล้ว หมอมักจะแนะนำให้รักษาที่ต้นเหตุด้วยการผ่าตัด ซึ่งหลักๆ มี 2 แบบ
- การผ่าตัดสร้างทางเดินน้ำตาใหม่ (DCR): เป็นการเจาะทางเดินน้ำตาใหม่ เพื่อให้น้ำตาสามารถระบายลงจมูกได้ตามปกติ โดยอาจทำผ่านแผลเล็กๆ ที่ข้างจมูก หรือการส่องกล้องผ่านทางจมูกโดยไม่มีแผลภายนอก
- การใส่ท่อซิลิโคนขนาดเล็ก: เพื่อคงสภาพทางเดินน้ำตาให้อ้าไว้ ไม่ให้กลับมาตีบตันซ้ำอีกในช่วงที่แผลกำลังหาย
สัญญาณเตือนอันตรายแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
ภาวะนี้มีความเสี่ยงที่การติดเชื้อจะลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบดวงตาและลึกลงไปในเบ้าตา ซึ่งอันตรายมาก หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการเด็ดขาด ต้องไปพบแพทย์ฉุกเฉินทันที
- ตามัวลง มองเห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนเดิม
- ขยับลูกตาแล้วเจ็บมาก หรือรู้สึกว่าลูกตาถูกดันออกมาด้านหน้า
- อาการบวมแดงลามไปทั่วเปลือกตา หน้าผาก หรือลามข้ามไปอีกข้างอย่างรวดเร็ว
- มีไข้สูงหนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง