เวลาที่เปิดกระจกแล้วเห็นผื่นแดงๆ คันๆ ขึ้นตามตัว หลายคนมักจะเผลอคิดไปเองว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบ หรือไม่ก็คิดว่าเป็นกลากเกลื้อนเข้าแล้ว หยิบยาเก่าในบ้านมาทามั่วๆ ซะเลย ซึ่งหมอบอกเลยครับว่าพฤติกรรมแบบนี้อันตรายมาก เพราะโรคผิวหนังแต่ละชนิดมีสาเหตุการเกิดและการรักษาที่ต่างกันคนละขั้วเลยครับ
โรคผิวหนังอักเสบกับกลากเกลื้อนต่างกันอย่างไร ทำไมคนถึงจำสับสน?
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้เรื่องผิวหนังอยู่ทุกวัน คำถามยอดฮิตคือทำไมผื่นมันดูคล้ายกันจัง อาการคันก็เหมือนกัน ผื่นแดงก็มีเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วต้นเหตุของโรคต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
ผื่นผิวหนังอักเสบ เกิดจากอะไร ทำไมถึงเรื้อรัง?
โรคผิวหนังอักเสบ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อแพทยศาสตร์ว่าอีซีมา (Eczema) หรือภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคครับ แต่เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายตอบสนองไวเกินไป หรือผิวหนังมีความบกพร่องในการกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ เมื่อเจอฝุ่น อากาศแห้ง สบู่แรงๆ หรือเหงื่อ ก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบแดง คันยิบๆ และมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
กลากและเกลื้อน เชื้อราตัวร้ายที่ชอบความอับชื้น
ต่างจากกลุ่มแรกอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะกลากและเกลื้อนเกิดจากเชื้อรา ไม่ใช่ภูมิแพ้ โดยกลากเกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ที่ชอบกินเคราตินบนผิวหนัง ผม และเล็บ ลักษณะมักจะเป็นวงแดง ขอบนูนชัดเจน และคันมาก ส่วนเกลื้อนเกิดจากเชื้อราที่อาศัยอยู่บนผิวหนังเราตามปกติอยู่แล้ว แต่พอเจออากาศร้อน เหงื่อออกเยอะ หรือร่างกายมีความชื้นสะสม เจ้าเชื้อราตัวนี้ก็เจริญเติบโตเกิน 100 กลายเป็นวงด่างขาวหรือสีน้ำตาลจางๆ ที่ไม่ค่อยคันเท่าไหร่
วิธีสังเกตอาการด้วยตัวเองเบื้องต้นก่อนมาหาหมอ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและลองตรวจดูผิวตัวเองเบื้องต้น หมอสรุปจุดสังเกตง่ายๆ ดังนี้ครับ
- ลักษณะผื่นผิวหนังอักเสบ: มักจะเป็นผื่นแดงกระจาย ไม่ค่อยมีขอบเขตชัดเจน ผิวแห้ง ลอก หรือมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ แตกซึมในระยะกำเริบ และคันทรมานมาก
- ลักษณะกลาก: เป็นวงกลมหรือวงรี ขอบเขตชัดเจน ขอบนูน อาจมีขุยขาวๆ ที่ขอบ และตรงกลางวงอาจจะดูผิวเรียบขึ้น
- ลักษณะเกลื้อน: เป็นดวงเล็กๆ หลายดวงมารวมกัน มีทั้งสีขาว สีชมพู หรือสีน้ำตาลเข้ม ขึ้นบริเวณที่มีต่อมไขมันเยอะ เช่น หลัง หน้าอก ไหล่
อันตรายจากการซื้อยาทาเองโดยไม่รู้สาเหตุ
เรื่องนี้สำคัญมากครับ คนไข้หลายคนชอบไปร้านขายยาแล้วบอกเอายาแก้คันหรือยาทาสารพัดประโยชน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของยาสเตียรอยด์แรงๆ
ถ้าเราเป็นกลากซึ่งเกิดจากเชื้อรา แล้วดันไปซื้อยาทาสเตียรอยด์มาทา ผิวหนังบริเวณนั้นจะได้รับยาไปกดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ทำให้เชื้อราได้ใจ ลามกระจายวงกว้างขึ้นและรักษา Iยากกว่าเดิมหลายเท่าตัวกลายเป็นโรครุนแรงขึ้นมาทันที
วิธีรักษาที่ถูกต้องจากคุณหมอ
เมื่อมาพบแพทย์ การรักษาจะแบ่งตามสาเหตุอย่างเคร่งครัดครับ
- หากเป็นผิวหนังอักเสบ: เน้นการฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ใช้มอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้น และใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ เฉพาะช่วงที่ผื่นกำเริบภายใต้คำแนะนำของแพทย์
- หากเป็นกลากเกลื้อน: ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ ทั้งประเภทยาทาเฉพาะที่และยารับประทาน ในกรณีที่เป็นเป็นบริเวณกว้างหรือเป็นเรื้อรัง และต้องรักษาความสะอาดร่างกายไม่ให้ผิวอับชื้น
เคล็ดลับดูแลตัวเองไม่ให้โรคผิวหนังกลับมาวนลอน
การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำสำคัญไม่แพ้การรักษาครับ หมอแนะนำให้ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ดังนี้
- อาบน้ำด้วยอุณหภูมิปกติ ไม่ใช้น้ำอุ่นจัดเพราะจะทำให้ผิวแห้งและกระตุ้นอาการอักเสบ
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์
- ทามอยส์เจอไรเซอร์ทันทีหลังอาบน้ำเสร็จภายใน 3 นาที เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น
- สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไป และรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีหลังเสียเหงื่อ
หากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือผื่นลามเป็นวงกว้างและคันมากจนนอนไม่หลับ อย่าทนทรมานนะครับ แนะนำให้มาพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด จะได้รักษาด้วยยาที่ถูกต้องและหายขาดได้อย่างรวดเร็วครับ