เรื่องของอุณหภูมิร่างกายที่คนมักมองข้าม
เวลาที่เราตรวจร่างกาย สิ่งแรกๆ ที่พยาบาลต้องทำคือการวัดไข้ เพราะอุณหภูมิคือกระจกสะท้อนการทำงานของเครื่องยนต์ในร่างกายเราครับ ร่างกายมนุษย์เรามหัศจรรย์มาก ตรงที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ประมาณ 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียสเสมอ ไม่ว่าอากาศข้างนอกจะร้อนตับแตกหรือหนาวจัดจนหิมะตก
แต่บางครั้ง เครื่องปรับอากาศธรรมชาติในสมองของเราก็รวนขึ้นมา ทำให้เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหน ก็ล้วนแต่ส่งสัญญาณอันตรายที่พวกเราไม่ควรนิ่งนอนใจทั้งสิ้น วันนี้ผมเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบเคลียร์ชัด เข้าใจง่าย เหมือนนั่งคุยกันที่ห้องตรวจครับ
เมื่อความร้อนทะลุเพดาน: ภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงเกินไปเกิดจากอะไร?
อาการตัวร้อนที่เราคุ้นเคยกันดีเวลาเป็นไข้หวัด จริงๆ แล้วเป็นกระบวนการที่ภูมิคุ้มกันกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค แต่ถ้าอุณหภูมิพุ่งสูงเกิน 38.5 หรือ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป โดยไม่ได้เกิดจากติดเชื้อ แบบนี้เริ่มน่ากลัวแล้วครับ สาเหตุหลักมักมาจากสองเรื่องใหญ่ๆ คือ
- โรคฮีทสโตรก หรือ ลมแดด: มักเกิดกับคนที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแดดจัดเป็นเวลานาน จนระบบระบายความร้อนของร่างกายล่ม เหงื่อไม่ออก ความร้อนสะสมจนอุณหภูมิพุ่งกระฉูด
- ไข้สูงจากความผิดปกติของสมอง: เช่น การติดเชื้อรุนแรงในระบบประสาท หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
เช็กด่วน อาการแบบไหนแปลว่าความร้อนในตัวอันตรายแล้ว?
ถ้าแค่ตัวอุ่นๆ เพลียๆ นอนพักก็น่าจะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบพาตัวส่งโรงพยาบาลทันทีครับ
- ผิวหนังแดง ร้อนจัด และที่สำคัญคือ ไม่มีเหงื่อออกเลย แม้อากาศจะร้อนมาก
- ปวดหัว เวียนศีรษะ อย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน
- สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง เพ้อ หรือหมดสติไป
- หัวใจเต้นเร็วมากและหายใจหอบถี่
เมื่อความหนาวเหน็บกินลึกถึงข้างใน: ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำเกินไป
เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ นอกจากร้อนเกินไปแล้ว การที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปมากกว่าที่จะสร้างขึ้น จนอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส เราเรียกว่าภาวะตัวเย็นเกิน (Hypothermia) อาการนี้มักเกิดขึ้นกับคนที่ไปเที่ยวภูเขาหนาวจัด แช่น้ำนานๆ หรือในผู้สูงอายุที่บ้านอยู่ในห้องแอร์ที่เย็นจัดเกินไปโดยไม่ห่มผ้าให้มิดชิด
สัญญาณเตือนภัยเมื่อร่างกายเริ่มเย็นเกินไป
ระยะแรกๆ ร่างกายจะพยายามสู้ด้วยการสั่นเพื่อให้เกิดความร้อน แต่ถ้าปล่อยไว้นานจนอุณหภูมิลดลงเรื่อยๆ กลไกนี้จะหยุดทำงาน และเริ่มเข้าสู่โซนอันตราย สังเกตได้จาก
- อาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง (ในระยะแรก)
- พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ความคิดความอ่านช้าลงอย่างไร้สาเหตุ
- เดินเซ ง่วงเหงาหาวนอนอย่างมาก หรือซึมลงเรื่อยๆ
- ชีพจรเต้นช้าลงและเบามาก หายใจแผ่วเบa
วิธีรับมือเบื้องต้นก่อนถึงมือหมอ
หากเจอคนใกล้ตัวมีอาการผิดปกติเรื่องอุณหภูมิ สิ่งสำคัญคือต้องจัดการให้ถูกวิธี
กรณีอุณหภูมิสูงเกินไป: รีบพาเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์ ถอดเสื้อผ้าที่หนาออก ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิห้องเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำแข็งจัดถูตัวเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ยิ่งระบายความร้อนยากขึ้นไปอีก
กรณีอุณหภูมิต่ำเกินไป: ย้ายเข้าที่อบอุ่น เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชื้นออก หาผ้าห่มหนาๆ มาห่อ1ตัว ให้ดื่มน้ำอุ่นๆ (ถ้ายังรู้สึกตัวดี) ห้ามใช้น้ำร้อนจัดประคบโดยตรงเพราะผิวหนังที่ชาอาจพองได้โดยไม่รู้ตัว
ดูแลตัวเองอย่างไรให้อุณหภูมิอยู่ในเกณฑ์พอดี
สุดท้ายแล้ว การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาครับ ในวันอากาศร้อนจัดควรดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกลางแจ้งนานๆ ส่วนวันอากาศเย็นหรืออยู่ในห้องแอร์ ก็ควรแต่งกายให้เหมาะสม สวมเสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อกักเก็บความอบอุ่น หมั่นสังเกตคนในบ้านโดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ปรับอุณหภูมิร่างกายได้ไม่ดีเท่าวัยหนุ่มสาว หากพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อย การรีบปรึกษาแพทย์ย่อมปลอดภัยที่สุดครับ