ช่วงนี้อากาศเริ่มเปลี่ยน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวลมหนาวพัดมาทีไร เป็นต้องได้ยินเสียงคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาหาที่คลินิกด้วยอาการไอ หายใจมีเสียงครืดคราด หรือหายใจเร็วผิดปกติกันบ่อยๆ พอตรวจดูอาการอย่างละเอียด หลายเคสก็มักจะหนีไม่พ้นโรคยอดฮิตของเด็กเล็กอย่าง โรคหลอดลมฝอยอักเสบ ที่มักทำให้คนเลี้ยงตกอกตกใจกันยกใหญ่ เพราะลูกน้อยดูเหนื่อยหอบและกินนมไม่ได้เหมือนเคย
ในฐานะหมอเด็กและคนที่ดูแลครอบครัวมาเยอะ วันนี้เลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกับเจ้าโรคนี้แบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องมีศัพท์แพทย์ยากๆ มาปวดหัว เพื่อที่เราจะได้สังเกตอาการลูกรักได้ทัน และรับมือได้อย่างถูกต้องเวลาที่เจ้าตัวเล็กเริ่มมีอาการป่วยครับ
โรคหลอดลมฝอยอักเสบคืออะไร และทำไมเด็กเล็กถึงเป็นกันบ่อยจัง?
ถ้าพูดให้เห็นภาพง่ายๆ หลอดลมของคนเราจะมีลักษณะเหมือนท่อส่งลมหายใจ ที่แตกแขวงย่อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงท่อขนาดจิ๋วที่เรียกว่า หลอดลมฝอย เมื่อเจ้าตัวเล็กได้รับเชื้อไวรัส ซึ่งตัวการหลักกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์คือเชื้อ RSV (Respiratory Syncytial Virus) หรือเชื้อไข้หวัดธรรมดาบางชนิด เชื้อเหล่านี้จะเข้าไปโจมตีเยื่อบุหลอดลมฝอย ทำให้เกิดการอักเสบ บวมแดง และมีเสมหะเหนียวๆ คั่งอยู่ข้างใน
ด้วยความที่หลอดลมฝอยของเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ มีขนาดเล็กเท่าเส้นด้ายอยู่แล้ว พอบวกกับอาการบวมและเสมหะเข้าไปอีก เลยทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงทันที ลมหายใจเข้าออกก็เลยติดขัด ลูกจึงต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติจนเราเห็นซี่โครงยุบ หรือหายใจเร็วแรงอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกกำลังเผชิญกับโรคหลอดลมฝอยอักเสบ
อาการเริ่มต้นของโรคนี้มักจะดูเหมือนหวัดธรรมดามากๆ จนหลายคนตายใจ ช่วงสองถึงสามวันแรกเด็กจะมีอาการ:
- น้ำใสๆ ไหล จาม หรือมีไข้ต่ำๆ
- ไอแห้งๆ เริ่มมีเสมหะปน
- กินนมน้อยลง ซึมลงนิดหน่อย
แต่จุดเปลี่ยนมันจะอยู่หลังจากวันที่สามนี่แหละครับ ถ้าเชื้อเริ่มลงล่างไปที่หลอดลมฝอย ลูกจะมีอาการเหล่านี้ตามมา:
- หายใจเร็วกว่าปกติ: สังเกตจากหน้าท้องหรือซี่โครงกระเพื่อมแรงและเร็ว
- หายใจมีเสียงดัง: เวลาหายใจออกจะได้ยินเสียงวี๊ด หรือเสียงครืดคราดในอก
- ปีกจมูกบาน: เวลาหายใจเข้า
- ซี่โครงบุ๋ม: ตรงช่องระหว่างซี่โครงหรือใต้คอจะยุบลงไปเวลาหายใจ
- ดื่มน้ำหรือนมไม่ได้: เพราะเหนื่อยหอบจนดูดนมไม่ไหว
วิธีดูแลลูกรักเมื่อเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบที่บ้าน
ถ้าลูกอาการยังไม่หนัก คุณหมอมักจะให้การรักษาตามอาการเพื่อให้ลูกสบายตัวขึ้นและรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจัดการกับไวรัสเอง ซึ่งแนวทางดูแลมีดังนี้ครับ
- ให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ: ช่วยให้เสมหะที่เหนียวข้นในหลอดลมเจือจางลงและขับออกง่ายขึ้น สำหรับเด็กเล็กยังกินนมแม่ต่อได้ปกติแต่ให้แบ่งมื้อให้เล็กลงแต่บ่อยขึ้น
- ช่วยดูดน้ำMูก: ใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกร่วมกับน้ำเกลือหยอดจมูก เพื่อให้ทางเดินหายใจส่วนบนโล่งขึ้น ลูกจะได้หายใจสะดวก
- เช็ดตัวลดไข้: เมื่อมีไข้สูง และให้กินยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
- จัดท่านอนที่เหมาะสม: ให้หนุนหมอนสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อช่วยให้หายใจโล่งขึ้น (สำหรับเด็กโต) ส่วนเด็กเล็กให้นอนราบตามปกติแต่มั่นใจว่าไม่มีอะไรปิดจมูก
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบพาไปโรงพยาบาลด่วน
โรคนี้อาการสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ห้ามรอจนถึงนัด ให้รีบพาไปห้องฉุกเฉินทันทีครับ:
- ลูกหายใจหอบแรงมากจนพูดเป็นคำไม่ได้ หรือร้องไห้ไม่มีเสียง
- ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวหนังเริ่มมีสีเขียวคล้ำ (แสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน)
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมสบตา
- มีอาการหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ
- อาเจียนตลอดเวลาจนไม่สามารถกินน้ำหรือนมได้เลย
วิธีรักษาในโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงมือแพทย์ หากประเมินแล้วว่าอาการหนัก เด็กอาจจะต้องได้รับการพ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือความเข้มข้นสูงเพื่อช่วยละลายเสมหะ หรือในรายที่เหนื่อยมาก ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้ออกซิเจนเสริม และให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดเพราะเด็กกินเองไม่ได้ โดยโรคนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 10 วันอาการจึงจะเริ่มดีขึ้นและกลับสู่ภาวะปกติ
วิธีป้องกันไม่ให้ลูกรักต้องทรมานจากโรคหลอดลมฝอยอักเสบ
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV โดยตรงในเด็กทุกคน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตัดวงจรการแพร่กระจายของเชื้อโรคครับ:
- ล้างมือบ่อยๆ ทั้งตัวคุณพ่อคุณแม่และคนในบ้านก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวเด็ก
- หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวกในช่วงที่โรคระบาด
- งดให้ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นหวัด ไอ จาม เข้ามาใกล้ชิดเด็กเล็ก
- ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสบ่อยๆ
- สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะมีภูมิคุ้มกันช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ดีที่สุด
โรคหลอดลมฝอยอักเสบอาจดูน่ากลัวเพราะทำให้ลูกเหนื่อยหอบ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจธรรมชาติของโรค สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ และดูแลอย่างถูกวิธี เจ้าตัวก็จะผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัยแน่นอนครับ