ทำไมเรื่อง "อึ" ของเจ้าตัวเล็ก ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในบ้าน?
สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ไม่มีอะไรจะน่าลุ้นไปกว่าการเปิดผ้าอ้อมเพื่อตรวจเช็กผลงานในแต่ละวัน บางวันลูกไม่ถ่ายก็กังวลจนนอนไม่หลับ บางวันถ่ายบ่อยเกินไปก็กลัวว่าลูกจะท้องเสีย หรือแม้กระทั่งสีของอุจจาระที่เปลี่ยนไปในแต่ละวันก็ชวนให้ใจหายได้ง่ายๆ ความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมการขับถ่ายของทารกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามช่วงวัยและประเภทของนมที่ได้รับ การทำความเข้าใจธรรมชาติส่วนนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยคลายความกังวลลงได้
แบบไหนที่เรียกว่าปกติ? ชวนมารู้จักลักษณะอุจจาระของทารกในแต่ละช่วงวัย
ในช่วงแรกเกิดถึงช่วงสัปดาห์แรกๆ อึของลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว เริ่มจาก "ขี้เทา" ซึ่งมีลักษณะเหนียว สีเขียวเข้มจนเกือบดำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นสิ่งตกค้างมาจากในครรภ์ หลังจากนั้นเมื่อลูกเริ่มได้รับน้ำนม อึจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวปนเหลือง และกลายเป็นสีเหลืองทองในที่สุด
ลูกกินนมแม่ กับ ลูกกินนมผง อึต่างกันอย่างไร?
- ทารกที่กินนมแม่: มักจะมีอุจจาระค่อนข้างเหลว มีสีเหลืองทองคล้ายมัสตาร์ด และอาจมีเม็ดๆ คล้ายเม็ดมะเขือปนอยู่ด้วย ในช่วงเดือนแรกอาจถ่ายบ่อยแทบทุกครั้งหลังกินนม แต่หลังจากอายุ 1 เดือนขึ้นไป นมแม่ที่ย่อยง่ายและถูกดูดซึมไปใช้เกือบหมด อาจทำให้ลูกไม่ถ่ายเลยนานหลายวัน หรือบางรายอาจนานถึง 2 สัปดาห์ ตราบใดที่อึนุ่มและลูกยังร่าเริงดี ถือเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
- ทารกที่กินนมผง: อุจจาระมักจะมีเนื้อหยาบและจับตัวเป็นก้อนมากกว่านุ่มๆ คล้ายยาสีฟัน มีสีเหลืองเข้มปนเขียวหรือสีน้ำตาล และมักจะถ่ายสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง หรือวันเว้นวัน
ลูกเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง แต่ทำไมอึยังนิ่ม? ถือว่าท้องผูกไหม?
หลายครั้งที่หมอมักจะได้รับคำถามด้วยความตื่นตระหนกว่า ลูกเบ่งเสียงดังจนหน้าแดงกล่ำเหมือนกำลังทรมาน ท้องต้องผูกแน่ๆ แต่พออึออกมากลับนิ่มเหลวปกติ อาการนี้ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะขับถ่ายลำบากในทารก (Infant Dyschezia) ซึ่งเกิดจากการที่ทารกยังเรียนรู้วิธีการขับถ่ายไม่สัมพันธ์กัน กล้ามเนื้อหน้าท้องพยายามเบ่ง แต่กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักยังไม่ยอมคลายตัว ทารกจึงต้องใช้แรงเบ่งมากเป็นพิเศษ อาการนี้จะค่อยๆ หายไปเองเมื่อลูกโตขึ้นและควบคุมกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น ไม่ใช่ภาวะท้องผูกแต่อย่างใด
แนวทางลดความวิตกกังวลของบิดามารดาเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับถ่ายของทารก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความวิตกกังวลของบิดามารดาเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับถ่ายของทารกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะในครอบครัวที่เพิ่งมีลูกคนแรก การจะรับมือกับความเครียดนี้ หมอแนะนำให้ใช้หลักการสังเกตและจดบันทึกแทนการคาดเดาไปเอง
- จดบันทึกจำนวนครั้งและลักษณะ: การจดบันทึกสั้นๆ ว่าลูกถ่ายวันละกี่ครั้ง ลักษณะและสีเป็นอย่างไร จะช่วยให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจน และมีข้อมูลที่แม่นยำเมื่อต้องปรึกษาแพทย์
- ประเมินจากอาการโดยรวมของลูก: ตราบใดที่ลูกยังกินนมได้ดี น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ ท้องไม่พองอืดตึง และอึที่ออกมายังมีลักษณะนิ่ม นั่นแสดงว่าระบบทางเดินอาหารของลูกยังทำงานได้เป็นปกติ
- หลีกเลี่ยงการสวนทวารเองโดยไม่จำเป็น: การใช้น้ำยาหรือแท่งสวนทวารบ่อยครั้ง จะไปรบกวนกลไกการขับถ่ายตามธรรมชาติของลูก และอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือติดเชื้อได้
สัญญาณเตือนสีและอาการแบบไหน ที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที
แม้ว่าการไม่ถ่ายหลายวันหรือสีอึที่เปลี่ยนไปมักจะเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่บ่งบอกว่าอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งควรรีบพามาพบแพทย์ทันที ดังนี้
- อึมีสีแดงหรือมีเลือดปน: อาจเกิดจากแผลที่ปากทวารหนัก หรืออาการแพ้โปรตีนในนม
- อึมีสีดำสนิทหลังจากพ้นสัปดาห์แรกไปแล้ว: อาจเป็นสัญญาณของการมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนบน
- อึมีสีซีด ขาว หรือเทาคล้ายดินเหนียว: เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมากเกี่ยวกับภาวะท่อน้ำดีอุดตัน
- ลูกมีอาการอาเจียนร่วมด้วย: โดยเฉพาะการอาเจียนเป็นสีเขียวปนเหลือง หรือท้องอืดตึงแข็งจนจับแล้วลูกร้องไห้โยเยด้วยความเจ็บปวด
- อุจจาระแข็งเป็นเม็ดกระสุน: ลูกเบ่งด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง และมีเลือดซึมออกมาจากความแข็งของอุจจาระ
การขับถ่ายของทารกแต่ละคนมีจังหวะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน การสังเกตอย่างเข้าใจและมีสติ จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สนุกไปกับการเฝ้าดูการเติบโตของลูกน้อย และลดความกังวลที่ไม่จำเป็นลงได้มากทีเดียว