คุณแม่หลายคนที่หมอเจอในห้องตรวจ มักจะเดินเข้ามาด้วยความกังวลใจอย่างมาก เพราะสังเกตเห็นคราบเลือดสีน้ำตาลหรือหยดเลือดสดซึมออกมาทางช่องคลอด ทั้งที่เพิ่งตรวจพบว่าตั้งครรภ์ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ สิ่งแรกที่หมออยากให้ทำคือการตั้งสติ เพราะอาการเลือดออกในไตรมาสแรกไม่ได้แปลว่าจะต้องเสียลูกไปเสมอไป แต่นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะแท้งคุกคามและการติดตามฮอร์โมนอย่างใกล้ชิดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยประเมินสถานการณ์
เลือดออกกระปริดกระปรอยช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ เกิดจากอะไร? ทำความรู้จักภาวะแท้งคุกคาม
ภาวะแท้งคุกคาม คือการที่มีเลือดออกทางช่องคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 20 สัปดาห์ โดยที่ปากมดลูกยังคงปิดสนิท และตัวอ่อนในครรภ์ยังคงมีชีวิตอยู่ สาเหตุหลักๆ เกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความผิดปกติของโครโมโซมตัวอ่อนเอง ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติ การฝังตัวของรกที่ไม่สมบูรณ์ ไปจนถึงระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณแม่ที่ไม่เพียงพอต่อการพยุงการตั้งครรภ์
ความน่าสนใจคือ ในระยะแรกเราไม่สามารถบอกได้ทันทีจากอาการภายนอกเพียงอย่างเดียวว่า ตัวอ่อนกำลังเจริญเติบโตต่อได้ดีหรือไม่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจติดตามระดับฮอร์โมนในเลือดจึงมีความสำคัญอย่างมาก
ทำไมหมอต้องนัดเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนซ้ำ?
การเจาะเลือดเพียงครั้งเดียวอาจบอกได้แค่ว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นหรือไม่ แต่การเจาะเลือดติดตามระดับฮอร์โมนเป็นระยะ จะช่วยให้หมอเห็นแนวโน้มการพัฒนาของครรภ์ได้อย่างชัดเจน ฮอร์โมนหลัก 2 ชนิดที่หมอใช้ติดตาม ได้แก่
ค่า hCG ต้องขึ้นเท่าไหร่ถึงจะสบายใจได้?
ฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากรก ในการตั้งครรภ์ที่ดำเนินไปตามปกติ ช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 8-10 สัปดาห์ ระดับค่า hCG ในเลือดควรจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวทุกๆ 48 ถึง 72 ชั่วโมง เช่น หากเจาะเลือดวันจันทร์ได้ค่า 1,000 mIU/mL เมื่อเจาะซ้ำวันพุธ ค่าควรจะขึ้นไปแตะประมาณ 1,800 - 2,000 mIU/mL ขึ้นไป
หากค่า hCG เพิ่มขึ้นช้ากว่าปกติ หรือระดับฮอร์โมนเริ่มทรงตัวและลดลง จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตัวอ่อนอาจหยุดการเจริญเติบโต หรืออาจเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สำคัญอย่างไรต่อการประคองครรภ์?
ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เปรียบเสมือนอาหารและเบาะนุ่มๆ ที่ช่วยสร้างความหนาแน่นให้ผนังมดลูก พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน รวมถึงช่วยลดการหดเกร็งของมดลูก หากเจาะเลือดแล้วพบว่าระดับโปรเจสเตอโรนต่ำเกินไป อาจหมายถึงร่างกายสร้างฮอร์โมนมาพยุงครรภ์ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นจุดที่หมอสามารถพิจารณาเสริมยาฮอร์โมนเข้าไปช่วยประคองครรภ์ได้
ตรวจเลือดอย่างเดียวพอไหม หรือต้องอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย?
การเจาะเลือดติดตามฮอร์โมนและการทำอัลตราซาวนด์เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันเสมอ โดยเฉพาะเมื่อค่า hCG สูงถึงระดับหนึ่ง (มักจะมากกว่า 1,500 - 2,000 mIU/mL) หมอควรจะเริ่มมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ผ่านทางอัลตราซาวนด์ทางช่องคลอดได้แล้ว
หากเจาะเลือดแล้วค่า hCG สูงมาก แต่อัลตราซาวนด์ไม่พบถุงการตั้งครรภ์ในมดลูก หมอจะต้องระวังภาวะท้องนอกมดลูกเป็นพิเศษ ในทางกลับกัน หากเห็นหัวใจตัวอ่อนเต้นแล้ว การติดตามฮอร์โมนอาจลดความจำเป็นลง และเน้นการติดตามด้วยภาพอัลตราซาวนด์เป็นหลักแทน
ยาพยุงครรภ์หรือการฉีดฮอร์โมน ช่วยเซฟลูกในท้องได้จริงหรือเปล่า?
เมื่อวินิจฉัยพบภาวะแท้งคุกคามที่มีสาเหตุจากการขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน การให้ยาฮอร์โมนเสริม ไม่ว่าจะรูปแบบยากิน ยาสอดช่องคลอด หรือยาฉีด สามารถช่วยลดอัตราการแท้งได้ในคุณแม่บางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ยาฮอร์โมนไม่ได้ช่วยป้องกันการแท้งได้ทั้งหมด หากการแท้งนั้นเกิดจากความผิดปกติทางโครโมโซมของตัวอ่อนเอง เนื่องจากเป็นกลไกการคัดสรรตามธรรมชาติของร่างกาย
วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีภาวะแท้งคุกคาม และอาการแบบไหนที่ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที
หากแพทย์ให้กลับไปสังเกตอาการที่บ้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพักผ่อนและการดูแลตัวเองตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ: งดการออกแรงหนัก เดินให้น้อยลง งดการยกของหนัก และงดการออกกำลังกายทุกชนิด
- งดการมีเพศสัมพันธ์: ในช่วงที่มีเลือดออกและช่วงที่หมอยังให้ติดตามอาการ เพราะการหดเกร็งของมดลูกอาจกระตุ้นให้เลือดออกมากขึ้น
- หลีกเลี่ยงความเครียด: ความกังวลส่งผลต่อระดับฮอร์โมนในร่างกาย พยายามพักผ่อนจิตใจและทำตามคำแนะนำของหมออย่างเป็นขั้นตอน
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอวันนัด:
- มีเลือดออกทางช่องคลอดปริมาณมากจนเปียกชุ่มแผ่นอนามัย 1-2 แผ่นภายในเวลา 1 ชั่วโมง
- ปวดเกร็งท้องน้อยอย่างรุนแรง หรือปวดร้าวไปถึงหลังและไหล่
- มีก้อนเนื้อ หรือชิ้นส่วนลักษณะคล้ายตับหลุดออกมาทางช่องคลอด
- มีอาการหน้ามืด เวียนศีรษะ หรือคล้ายจะเป็นลม
ภาวะแท้งคุกคามและการติดตามฮอร์โมนเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความละเอียดรอบคอบ สิ่งสำคัญคือการเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาฮอร์โมนมากินเองโดยเด็ดขาด การได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การตั้งครรภ์ดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด