เข้าใจหัวอกพ่อแม่เมื่อลูกรักเป็นโรคเลือด
เวลาที่หมอตรวจเจอเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคเลือด เช่น โรคฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก สิ่งแรกที่สัมผัสได้จากคุณพ่อคุณแม่คือความกังวลใจและความเครียด ทุกครั้งที่ลูกวิ่งเล่นหกล้ม มีรอยฟกช้ำ หรือเลือดกำเดาไหล หัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะกลัวว่าแผลเล็กๆ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
ในฐานะหมอที่ดูแลเด็กกลุ่มนี้มานาน หมอเข้าใจดีว่าเราไม่สามารถเก็บลูกไว้ในกล่องแก้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดและเวิร์กที่สุดคือ การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะเลือดออก ให้รู้เท่าทัน ป้องกันก่อนเกิดเหตุ และรู้วิธีรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น
รู้จักความเสี่ยงรอบตัว: ทำไมเลือดถึงออกง่ายและหยุดยาก?
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีรับมือ มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าร่างกายของเด็กโรคเลือดมีความแตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร ในภาวะปกติ เมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายจะมีกระบวนการแข็งตัวของเลือดโดยใช้โปรตีนกลุ่มแฟคเตอร์ต่างๆ มาช่วยประสานกันอุดรอยรั่ว แต่สำหรับเด็กที่เป็นโรคเลือด ระบบนี้มีความบกพร่อง ทำให้เลือดไหลนานกว่าปกติ แม้จะเป็นแผลภายนอกนิดเดียว หรือบางทีไม่มีแผลภายนอกเลย แต่เลือดอาจจะออกในข้อต่อหรือกล้ามเนื้อได้เอง
ปรับบ้านและกิจวัตรประจำวันให้ปลอดภัยโดยไม่ต้องกัก
การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก การที่เราปล่อยให้เด็กได้เติบโตและเล่นสนุกเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม
จัดพื้นที่ในบ้านให้ไร้เหลี่ยมมุมอันตราย
ลองสำรวจบ้านดูว่ามีมุมโต๊ะ ขอบเตียง หรือชั้นวางของที่อยู่ในระดับเดียวกับศีรษะหรือลำตัวของเด็กหรือไม่ การติดโฟมกันกระแทก การเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบไม่ให้เกะกะทางเดิน จะช่วยลดอุบัติเหตุจากการสะดุดล้มหรือชนกระแทกได้อย่างมาก
เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยและโรค
หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะหนักๆ เช่น รักบี้ ฟุตบอล หรือศิลปะการต่อสู้ แต่สนับสนุนให้เด็กออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ เช่น การว่ายน้ำ การปั่นจักรยานโดยใส่อุปกรณ์ป้องกันครบถ้วน หรือการเดินเร็ว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเลือดออกในข้อได้ดี
สังเกตสัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ที่เลือดกำลังจะออกข้างใน?
บางครั้งเลือดไม่ได้ออกให้เห็นเป็นแผลภายนอก แต่ซ่อนอยู่ข้างในร่างกาย ซึ่งอันตรายและสังเกตยากกว่า พ่อแม่ต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
สัญญาณเตือนเมื่อเลือดออกในข้อต่อและกล้ามเนื้อ
หากเด็กเริ่มบ่นว่าปวดตึงตามข้อศอก หัวเข่า หรือข้อเท้า โดยที่ไม่มีรอยแผลภายนอก เดินกะโผลกะกาล หรือไม่อยากขยับแขนขาข้างนั้น ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีเลือดออกในข้อ ลองสัมผัสดูกineจะพบคราบอุ่นๆ และบริเวณนั้นจะบวมโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สัญญาณอันตรายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
จุดที่ต้องระมัดระวังสูงสุดคือศีรษะ หากเด็กมีการกระแทกที่ศีรษะ แม้จะดูภายนอกปกติแต่มีอาการซึม อาเจียนพุ่ง ปวดหัวรุนแรง หรือชัก ต้องพามาโรงพยาบาลทันที เพราะอาจมีเลือดออกในสมองซึ่งเป็นภาวะวิกฤต
วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุเลือดออก
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ตั้งสติให้มั่นแล้วปฏิบัติตามหลักการเบื้องต้นเพื่อระงับอาการ
การปฐมพยาบาลแผลภายนอกด้วยหลักการกดนิ่ง
หากมีเลือดออกที่ผิวหนัง ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซกดลงบนแผลโดยตรงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ถึง 15 นาที ห้ามยกผ้าขึ้นดูบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลิ่มเลือดที่กำลังก่อตัวหลุดออกมา และห้ามใช้เชือกหรือยางรัดแน่นเด็ดขาดเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือด
การดูแลเมื่อเกิดเลือดออกในข้อต่อหรือกล้ามเนื้อ
ให้ใช้หลักการพักการใช้งาน (Rest) ร่วมกับการประคบเย็นเพื่อลดการไหลเวียนของเลือดและลดอาการบวมปวด หลีกเลี่ยงการนวดแรงๆ หรือประคบร้อนเด็ดขาดในช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก เพราะจะทำให้เลือดออกมากขึ้น
การประสานงานกับทีมแพทย์และแผนสำรองฉุกเฉิน
เด็กโรคเลือดจำเป็นต้องมีการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ การมียาแฟคเตอร์ทดแทนติดบ้านไว้ตามคำแนะนำของแพทย์ และรู้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่รักษาอยู่คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด การจดบันทึกทุกครั้งที่มีเลือดออก ปริมาณยาที่ใช้ และอาการที่เกิดขึ้น จะช่วยให้แพทย์ปรับแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ