ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ถ้าวันไหนที่คุณเริ่มรู้สึกว่าต้องวิ่งเข้าห้องน้ำวันละสิบสิบรอบ มีอาการปวดเกร็งท้องตลอดเวลา แถมอุจจาระที่ออกมายังมีมูกเลือดปะปนอยู่ด้วย อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องท้องเสียธรรมดา หรือลำไส้แปรปรวนทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Ulcerative Colitis (UC) ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากจนหลายคนไม่กล้าออกไปไหน

ในฐานะหมอที่เจอคนไข้กลุ่มนี้บ่อยๆ มักพบว่าคนส่วนใหญ่มักทนทรมานอยู่หลายเดือนเพราะคิดว่าเป็นเพียงริดสีดวงทวารหรือลำไส้ติดเชื้อ บทความนี้จึงตั้งใจเขียนขึ้นมาเพื่อเล่าให้ฟังถึงกลไกของโรค อาการที่ต้องระวัง และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง คืออะไร เกิดอะไรขึ้นข้างในร่างกาย?

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง จัดอยู่ในกลุ่มโรคชนิดลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) โดยความผิดปกติจะเกิดขึ้นเฉพาะที่บริเวณผนังเยื่อบุผิวชั้นในของลำไส้ใหญ่และทวารหนักเท่านั้น

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดทำงานผิดปกติ มันจะหันกลับมาทำลายเยื่อบุลำไส้ใหญ่ของตัวเอง จนทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และกลายเป็นแผลถลอกตื้นๆ จำนวนมาก แผลเหล่านี้จะปล่อยมูกและเลือดออกมาปะปนกับอุจจาระ โดยจุดเด่นของโรคนี้คือ มักเริ่มอักเสบจากส่วนปลายสุดใกล้ทวารหนัก แล้วค่อยๆ ลามต่อเนื่องขึ้นไปตามลำไส้ใหญ่ส่วนบน

เช็กสัญญาณเตือน โรคนี้แสดงอาการอย่างไรบ้าง?

ลักษณะเด่นของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังคือ อาการมักจะเป็นๆ หายๆ มีช่วงที่โรคสงบลงสลับกับช่วงที่โรคลูกชันกำเริบขึ้นมา โดยอาการที่พบได้บ่อยแบ่งออกเป็นสองส่วนดังนี้

อาการทางระบบทางเดินอาหาร

  • ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด เลือดมักมีสีแดงสดหรือสีแดงเข้มปะปนมากับมูกและอุจจาระ
  • ท้องเสียเรื้อรัง: ถ่ายเหลววันละหลายครั้ง บางรายอาจรุนแรงถึง 10-20 ครั้งต่อวัน
  • ปวดเกร็งท้อง: มักมีอาการปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยซ้ายหรือทั่วทั้งท้อง ก่อนการถ่ายอุจจาระ
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด: มีอาการปวดเบ่ง อยากถ่ายอยู่ตลอดเวลา แม้จะเพิ่งออกจากห้องน้ำมาก็ตาม

อาการอื่นๆ ทั่วร่างกายที่คาดไม่ถึง

  • อ่อนเพลียและซีด: เกิดจากการสูญเสียเลือดในลำไส้สะสมเป็นเวลานานจนเกิดภาวะโลหิตจาง
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ: เนื่องจากลำไส้อักเสบจนดูดซึมสารอาหารได้ไม่ดี ประกอบกับร่างกายเผาผลาญพลังงานจากการอักเสบสูงขึ้น
  • มีไข้ต่ำๆ: เกิดขึ้นในช่วงที่ลำไส้มีการอักเสบอย่างรุนแรง
  • อาการนอกระบบลำไส้: คนไข้บางรายอาจมีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ แผลในปาก ตาอักเสบ หรือมีผื่นแดงตามผิวหนังร่วมด้วย

ทำไมอยู่ดีๆ ลำไส้ถึงอักเสบเป็นแผลเรื้อรังขึ้นมาได้?

ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้เพียงข้อเดียว แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้

  • ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ: เม็ดเลือดขาวเข้าใจผิด คิดว่าแบคทีเรียประจำถิ่นหรืออาหารในลำไส้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างสารอักเสบออกมาทำลายเยื่อบุลำไส้ตัวเอง
  • พันธุกรรม: หากมีบุคคลในครอบครัวสายตรงเป็นโรคในกลุ่ม IBD จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
  • จุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุล: สัดส่วนของแบคทีเรียดีและแบคทีเรียก่อโรคในลำไส้ไม่สมดุล
  • ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและตัวกระตุ้น: ความเครียดสะสม การรับประทานอาหารไขมันสูง อาการติดเชื้อในลำไส้ หรือการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ง่ายขึ้น

หมอมีวิธีตรวจวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังอย่างไร?

เนื่องจากอาการถ่ายเป็นเลือดหรือท้องเสียเรื้อรังอาจเหมือนกับโรคอื่นๆ เช่น โรคติดเชื้อ ริดสีดวง หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำจึงมีความสำคัญมาก

  • การตรวจอุจจาระและตรวจเลือด: เพื่อหาภาวะโลหิตจาง ค่าการอักเสบในเลือด (CRP/ESR) ตรวจหาระดับ Calprotectin ในอุจจาระ และตรวจเช็กว่าไม่มีการติดเชื้อเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิ
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นวิธีมาตรฐานที่สำคัญที่สุด หมอจะใช้กล้องขนาดเล็กส่องเข้าไปดูผนังลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เพื่อประเมินความรุนแรงและขอบเขตของการอักเสบ
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Biopsy): ขณะส่องกล้อง หมอจะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อขนาดเล็กมากๆ จากบริเวณที่มีแผล นำไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังจริง

วิธีรักษาเมื่อตรวจพบโรค: ทำอย่างไรให้แผลหายและโรคสงบ?

เป้าหมายสำคัญที่สุดในการรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง คือการลดการอักเสบ เพื่อให้แผลในลำไส้สมานตัว (Clinical & Endoscopic Remission) ช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

การใช้ยารักษาตามระดับความรุนแรง

  • ยากลุ่ม 5-ASA (Aminosalicylates): เช่น Mesalazine หรือ Sulfasalazine เป็นยาหลักในการลดการอักเสบในผู้ป่วยที่มีอาการระดับน้อยถึงปานกลาง มีทั้งรูปแบบยารับประทาน ยาเหน็บ และยาดีดตูด
  • ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids): ใช้ควบคุมการอักเสบในระยะสั้นเมื่อโรคลูกชันกำเริบอย่างรุนแรง ไม่เหมาะกับการใช้ระยะยาวเนื่องจากผลข้างเคียงสูง
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunomodulators): เช่น Azathioprine ช่วยควบคุมภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำลายลำไส้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้ยารักษาระยะยาว
  • ยาชีววัตถุและยาทาร์เก็ต (Biologics & Small Molecules): เป็นยารักษาตรงจุดที่มีประสิทธิภาพสูง มักใช้ในกรณีที่อาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อยาชนิดอื่น

เมื่อไหร่ที่อาจต้องพิจารณาการผ่าตัด?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมโรคได้ด้วยยา แต่หากมีภาวะลำไส้ทะลุ เลือดออกไม่หยุด ลำไส้ใหญ่โป่งพองอย่างรุนแรง หรือตรวจพบเซลล์ระยะก่อนมะเร็ง การผ่าตัดนำลำไส้ใหญ่ส่วนที่อักเสบออกทั้งหมดอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นในการรักษาให้หายขาด

วิธีปรับการกินและการใช้ชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลำไส้อักเสบกำเริบซ้ำ

นอกจากการกินยาตามที่หมอนัดอย่างสม่ำเสมอแล้ว การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยยืดระยะเวลาที่โรคสงบให้อยู่ได้ยาวนานที่สุด

  • สังเกตอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น: ควรทำบันทึกการกินอาหาร (Food Diary) หากพบว่ากินอาหารชนิดใดแล้วท้องเสียหรือปวดท้อง เช่น นม นมวัว อาการเผ็ดจัด อาหารมัน หรือแอลกอฮอล์ ให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทนั้น
  • ทานอาหารย่อยง่ายในช่วงโรคกำเริบ: เลือกรักษาพลังงานด้วยอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด ลดอาหารที่มีไฟเบอร์สูงชั่วคราวเพื่อไม่ให้ลำไส้ทำงานหนักเกินไป
  • จัดการความเครียด: ความเครียดมีผลโดยตรงต่อการบีบตัวของลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน ควรหาเวลาพักผ่อน ออกกำลังกายเบาๆ หรือฝึกสมาธิ
  • ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด: แม้อาการจะดีขึ้นจนรู้สึกปกติแล้ว ก็ไม่ควรหยุดยาหรือลดจำนวนยาเอง เพราะอาจทำให้โรคลำไส้อักเสบกลับมากำเริบอย่างรุนแรงได้
  • ตรวจติดตามการส่องกล้องตามนัด: เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังมานานเกิน 8-10 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนทั่วไป การส่องกล้องเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังอาจฟังดูน่ากลัวและเป็นโรคที่ต้องดูแลกันยาวนาน แต่ด้วยนวัตกรรมการทางการแพทย์ในปัจจุบัน หากเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง คนไข้เกือบทั้งหมดสามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระยะสงบ และกลับไปใช้ชีวิต ทำงาน ท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุขเหมือนคนปกติทั่วไป

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down