ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเจอปัญหาปวดเกร็งท้องน้อยฝั่งซ้ายบ่อยๆ ถ่ายเหลววันละหลายรอบ แถมบางครั้งยังมีมูกเลือดปนออกมาด้วย อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ท้องเสียธรรมดา หรือโรคประเด็นยอดฮิตอย่างลำไส้แปรปรวน (IBS) แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง หรือ Ulcerative Colitis (UC) ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการดูแลอย่างต่อเนื่องจากแพทย์

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง คืออะไร? ทำไมลำไส้ถึงอักเสบไม่ยอมหาย

ลองจินตนาการว่าเยื่อบุภายในลำไส้ใหญ่ของเราเปรียบเสมือนผนังบ้านที่เคยเรียบเนียน แต่เมื่อเกิด โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานสับสนและหันกลับมาทำลายเยื่อบุลำไส้ของตัวเอง จนเกิดอาการบวม แดง และกลายเป็นแผลถลอกตื้นๆ จำนวนมาก

จุดเด่นของโรคนี้คือ การอักเสบจะเกิดขึ้นเฉพาะที่เยื่อบุชั้นในสุดของลำไส้ใหญ่เท่านั้น โดยมักจะเริ่มอักเสบตั้งแต่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (Rectum) แล้วค่อยๆ ลุกลามย้อนขึ้นไปตามความยาวของลำไส้ใหญ่แบบต่อเนื่องกัน ทำให้การดูดซึมน้ำและสารอาหารผิดปกติ เกิดแผลและมีเลือดออกง่าย

สังเกตสัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่บอกว่าคุณอาจกำลังเสี่ยงเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง

อาการของแต่ละคนอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขอบเขตของการอักเสบ โดยสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือดสด: นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญที่สุด เกิดจากแผลในลำไส้ที่มีเลือดซึมออกมา
  • ถ่ายอุจจาระบ่อยผิดปกติ: บางรายอาจต้องเข้าห้องน้ำตั้งแต่ 4-5 ครั้ง ไปจนถึงมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน
  • ปวดเกร็งท้องน้อย: มักมีอาการปวดหน่วงๆ หรือปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยด้านซ้าย
  • รู้สึกปวดเบ่งตลอดเวลา: แม้จะเพิ่งถ่ายเสร็จ แต่ก็ยังรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด หรืออยากเข้าห้องน้ำทันที
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ: ผลมาจากการเสียเลือดเรื้อรัง ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง และเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย

ทำไมอยู่ๆ ถึงเป็นโรคนี้? ชวนดูสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่ซ่อนอยู่

จนถึงตอนนี้ ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้เพียงข้อเดียว แต่มักเกิดจากผสมผสานกันของหลายปัจจัย:

  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน: เม็ดเลือดขาวเข้าใจผิดว่าแบคทีเรียประจำถิ่นหรือเซลล์เยื่อบุลำไส้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเข้าทำลายจนเกิดการอักเสบเรื้อรัง
  • พันธุกรรม: หากมีคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
  • สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรม: ความเครียดสะสม การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารแปรรูป หรือการเปลี่ยนของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) สามารถเป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้นมาได้

หมอตรวจวินิจฉัยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังอย่างไรบ้าง?

เนื่องจากอาการถ่ายเป็นเลือดหรือปวดท้องเรื้อรังอาจซ้ำซ้อนกับโรคอื่น เช่น ติดเชื้อในลำไส้ หรือโรคริดสีดวงทวาร หมอจึงจำเป็นต้องใช้วิธีตรวจที่แม่นยำ ดังนี้

  • การเจาะเลือดและตรวจอุจจาระ: เพื่อประเมินภาวะการอักเสบ ตรวจหาภาวะโลหิตจาง และตัดสาเหตุการติดเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิออกไป
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะหมอจะได้เห็นลักษณะเยื่อบุลำไส้ด้วยตาเปล่า ตรวจดูว่ามีแผล ความบวมแดง หรือบวมโตมากน้อยเพียงใด
  • การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ (Biopsy): ขณะส่องกล้อง หมอจะตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กมากๆ ไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันว่าเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังจริง ไม่ใช่โรคกลุ่มอื่นอย่าง โรคโครห์น (Crohn's Disease)

วิธีรักษาเมื่อเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง: กินยา ปรับพฤติกรรม หรือต้องผ่าตัด?

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคนี้คือ การลดการอักเสบ ช่วยให้เยื่อบุลำไส้สมานตัว ควบคุมให้อาการสงบ (Remission) และป้องกันไม่ให้อาการกำเริบซ้ำ โดยแนวทางการรักษาประกอบด้วย

1. การรักษาด้วยยา

ยาเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมโรค ซึ่งหมอจะเลือกใช้ตามระดับความรุนแรง เช่น

  • ยากลุ่ม 5-ASA (เช่น Mesalazine): ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง ช่วยลดการอักเสบที่ผนังลำไส้โดยตรง มีทั้งรูปแบบยารับประทาน ยาสวน หรือยาเหน็บทางทวารหนัก
  • ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroids): ใช้ควบคุมการอักเสบรุนแรงในระยะสั้น ไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องระยะยาวเนื่องจากผลข้างเคียงสูง
  • ยากดภูมิคุ้มกันและชีววัตถุ (Immunosuppressants & Biologics): สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาพื้นฐาน ยาเหล่านี้จะเข้าเป้าไปยับยั้งสารอักเสบในร่างกายอย่างเฉพาะเจาะจง

2. การผ่าตัด

จะพิจารณาในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล ลำไส้ใหญ่ทะลุ มีเลือดออกรุนแรงไม่หยุด หรือพบเซลล์ที่เสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออกทั้งหมดถือเป็นการรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้

กินอย่างไรให้ลำไส้สงบ: เคล็ดลับการดูแลตัวเองและการเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วย

เรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยกังวลมากที่สุด หลักการง่ายๆ คือปรับให้เหมาะกับช่วงเวลาของโรค

  • ช่วงอาการกำเริบ (Flare-up): ควรเน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด กากใยต่ำ เลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนม ถั่ว ผักสด ผลไม้สด ชา กาแฟ และอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวและท้องเสียรุนแรงขึ้น
  • ช่วงอาการสงบ (Remission): สามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายขึ้น ค่อยๆ เพิ่มอาหารที่มีกากใยทีละนิด เน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อปลา ไข่ เพื่อซ่อมแซมร่างกาย
  • การจดบันทึกอาหาร (Food Diary): แนะนำให้สังเกตว่ารับประทานอะไรแล้วมีอาการท้องเสียหรือปวดท้อง เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นๆ ได้ถูกจุด
  • ผ่อนคลายความเครียด: สมองและลำไส้มีจุดเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ความเครียดมักกระตุ้นให้อาการกำเริบ การออกกำลังกายเบาๆ หรือการทำสมาธิช่วยได้มาก

อาการทรุดหนักแบบไหน ที่ผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังต้องมาพบหมอทันที?

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้แล้ว และพบสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ไม่ควรรอให้ถึงวันนัด ให้รีบมาพบแพทย์ทันที

  • ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมาก หรือถ่ายไม่หยุดจนหน้ามืด เวียนศีรษะ
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องอืดตึง เกร็งแข็ง
  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • อาเจียนมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ จนมีภาวะขาดน้ำรุนแรง

แม้นว่าโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรังจะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลกันยาวนาน แต่ด้วยเทคโนโลยีการรักษารวมถึงยารุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในระยะสงบ ใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน และท่องเที่ยวได้อย่างมีความสุข เพียงแค่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดยาเอง และมาพบหมอตามนัดเพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down