ช่วงนี้ถ้าใครสังเกตเห็นคนใกล้ตัว โดยเฉพาะเด็กๆ หรือวัยรุ่น จู่ๆ มีอาการแก้มบวมตุ่ยขึ้นมาข้างหนึ่ง เคี้ยวอาหารแล้วเจ็บจี๊ดจนกินอะไรไม่ค่อยลง พร้อมกับมีไข้รุมๆ หลายคนอาจจะนึกสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร หรือบางทีอาจจะเผลอคิดว่าเป็นแค่ต่อมทอนซิลอักเสบธรรมดา แต่จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนคลาสสิกของ โรคคางทูม ที่เรามักจะคุ้นหูกันดีแต่บางครั้งก็มองข้ามไป
โรคคางทูมคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไรทำไมแกถึงบวมได้ขนาดนั้น?
เวลาหมอตรวจคนไข้ที่เป็นโรคนี้ สิ่งแรกมักจะเจอคือใบหน้าด้านข้างที่เปลี่ยนรูปไป เพราะต่อมน้ำลายข้างแก้มที่เรียกว่าต่อมพาราพิด (Parotid gland) เกิดการอักเสบและบวมโตขึ้น โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus ซึ่งติดต่อง่ายมากๆ ผ่านทางละอองฝอยเวลาไอ จาม หรือพูดคุย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หรือช้อนชาม เชื้อนี้พอเข้าสู่ร่างกายแล้วจะเดินทางไปพักตัวและเบ่งบานอยู่ที่ต่อมน้ำลาย ทำให้เกิดอาการบวม แดง และเจ็บปวดอย่างที่เราเห็นกัน
เช็คลิสต์อาการเตือน ช่วงไหนบ้างที่ต้องระวังว่าใช่โรคคางทูมแน่ๆ
อาการเริ่มต้นของโรคนี้มักจะมาแบบเนียนๆ คล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่จะมีจุดสังเกตเฉพาะตัวที่แยกจากโรคอื่นได้ชัดเจน ดังนี้
- ไข้ต่ำถึงปวดหัว: มักมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยตามตัวนำมาก่อน 1 ถึง 2 วัน
- แก้มบวมตึงข้างเดียวหรือสองข้าง: เริ่มรู้สึกตึงๆ บริเวณหน้าหูลงมาถึงกราม กลืนน้ำลายลำบาก และเวลาเคี้ยวอาหารจะเจ็บมากเป็นพิเศษ
- อาการบวมชัดเจนที่สุด: ต่อมน้ำลายจะบวมเป่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 3 แล้วค่อยๆ ยุบลงเองภายใน 1 สัปดาห์
ดูแลตัวเองอย่างไรให้หายไว เมื่อแจ็คพอตเจอโรคคางทูมเข้าแล้ว
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากไวรัส การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับโรคและฟื้นตัวได้เองเป็นหลัก ไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเฉพาะทาง โดยมีแนวทางดูแลเบื้องต้นที่ทำตามได้ง่ายๆ
กินยาแก้ปวดพาราเซตามอลและยาลดไข้อย่างไรให้ปลอดภัย
เมื่อมีอาการไข้สูงหรือปวดบวมบริเวณกราม สามารถทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ตามน้ำหนักตัวและคำแนะนำของเภสัชกรหรือแพทย์ หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดอักเสบกลุ่ม NSAIDs บางชนิดมารับประทานเองโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารและไต
วิธีประคบเย็นและประคบร้อน ลดอาการปวดตึงแก้มอย่างถูกวิธี
ในช่วง 2 วันแรกที่ต่อมน้ำลายเริ่มบวมและมีความร้อน ให้ใช้การประคบเย็นบริเวณข้างแก้มครั้งละ 15 นาที เพื่อช่วยลดอาการบวมและบรรเทาความเจ็บปวด พอเข้าสู่วันที่ 3 เป็นต้นไป เมื่อความร้อนลดลงแล้ว ให้เปลี่ยนมาใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นและลดอาการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น
เลือกอาหารอ่อนและน้ำดื่มสะอาด เพื่อลดความทรมานเวลาเคี้ยว
เพราะการขยับกรามเคี้ยวอาหารจะเป็นเหมือนการทรมานกล้ามเนื้อทางอ้อม ช่วงนี้จึงควรงดอาหารรสจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด เพราะอาหารรสจัดจะไปกระตุ้นต่อมน้ำลายให้หลั่งออกมามากและทำให้เจ็บมากขึ้น แนะนำให้ทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ และดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง ไม่ใช่แค่แก้มบวมแล้วจะจบแค่นั้น
แม้ว่าโรคคางทูมส่วนใหญ่จะหายได้เองและไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่ในบางคนโดยเฉพาะเด็กโตหรือผู้ใหญ่ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น การอักเสบของลูกอัณฑะในเพศชาย หรือการอักเสบของรังไข่ในเพศหญิง รวมถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งแม้จะพบน้อยแต่ก็ควรสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีไม่มีรอ?
หากดูแลตัวเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยซ้ำทันที
- ไข้สูงลอยไม่ยอมลด แม้จะทานยาลดไข้แล้วก็ตาม
- อาการปวดศีรษะรุนแรง มีอาการอาเจียนพุ่ง หรือคอแข็ง
- มีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอาการปวดและบวมที่บริเวณถุงอัณฑะ
- อาการบวมที่แก้มไม่ยอมยุบลงหลังผ่านไป 10 วัน หรือมีอาการบวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม ซึ่งมักจะอยู่ในโปรแกรมวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ตั้งแต่สมัยเด็ก หากใครไม่แน่ใจว่าเคยได้รับวัคซีนครบถ้วนหรือไม่ หรือมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคนี้ การรักษาระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือบ่อยๆ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในชีวิตประจำวัน