เวลาที่เราอุ้มเจ้าตัวเล็กกลับมาจากโรงพยาบาล สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่กังวลใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการกิน การนอน และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการขับถ่าย เพราะเสียงร้องงอแงของลูกน้อยบางทีก็เดาได้ยากเหลือเกินว่ามาจากอาการปวดท้องธรรมดา หรือกำลังมีสัญญาณเตือนของความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารกันแน่ ในฐานะหมอเด็กที่ต้องตรวจน้องๆ อยู่บ่อยครั้ง ผมมักจะเจอคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลจนนอนไม่หลับเมื่อลูกมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือถ่ายผิดปกติ วันนี้เรามาทำความเข้าใจภาษาของเจ้าตัวเล็กผ่านมุมมองทางการแพทย์กันว่า แพทย์ใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการวินิจฉัยความผิดปกติของลำไส้ในทารก เพื่อให้เราสังเกตอาการและพามาพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที
เมื่อไหร่ที่เรียกว่าผิดปกติ? ทำความเข้าใจการทำงานของลำไส้ทารกแรกเกิด
ในช่วงเดือนแรกๆ ของชีวิต ระบบย่อยอาหารของทารกยังพัฒนา ธรรมชาติของลำไส้จึงยังทำงานไม่ค่อยสม่ำเสมอ น้องอาจจะเบ่งหน้าดำหน้าแดงเวลาถ่าย หรือตดบ่อยจนเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเริ่มมีอาการที่แปลกไปจากเดิม เช่น ร้องกวนต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ท้องป่องตึงเหมือนกลอง หรืออาเจียนพุ่งออกมาเป็นสีเขียว เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติแล้วครับ ทางการแพทย์เราจะเริ่มตั้งข้อสงสัยว่ามีความผิดปกติของลำไส้เกิดขึ้น และต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาต้นตอของปัญหา
อาการแดงเดือดที่ต้องระวัง: สัญญาณเตือนภัยจากระบบทางเดินอาหาร
การสังเกตอาการเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น อาการที่ฟ้องว่าลำไส้ของลูกอาจกำลังมีปัญหาและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยด่วน ได้แก่:
- อาเจียนพุ่งหรืออาเจียนมีน้ำดีปน: หากลูกแหวะนมธรรมดาหลังอิ่มอาจไม่น่าห่วง แต่ถ้าอาเจียนพุ่งแรง หรืออาเจียนออกมาเป็นน้ำสีเขียวหรือสีเหลืองเข้ม นั่นคือสัญญาณเตือนของการอุดตันในลำไส้
- ท้องอืดตึงและแข็ง: เมื่อใช้มือสัมผัสเบาๆ ที่หน้าท้องของลูกแล้วรู้สึกว่ามันตึงแน่นเหมือนลูกโป่งอัดลม พร้อมกับน้องร้องไห้โยเยทุกครั้งที่โดนสัมผัส
- อุจจาระผิดปกติ: เช่น มีเลือดปน มูกเลือด หรือในทางตรงกันข้ามคือไม่ยอมถ่ายขี้เทาเลยภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
ขั้นตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยของแพทย์ในห้องตรวจ
เมื่อคุณพ่อคุณหมอพามาพบแพทย์เพราะสงสัยเรื่องความผิดปกติของลำไส้ เราไม่ได้ใช้แค่การฟังเสียงท้องอย่างเดียวนะครับ แต่เรามีกระบวนการและเกณฑ์ทางการแพทย์ที่ชัดเจนในการยืนยันโรค เริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น เริ่มร้องกวนตั้งแต่เมื่อไหร่ ลักษณะอุจจาระเป็นอย่างไร จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจร่างกาย
การตรวจร่างกายและการคลำหน้าท้องอย่างละเอียด
แพทย์จะทำการตรวจช่องท้องของทารกอย่างเบามือ เพื่อประเมินความตึงของหน้าท้อง หาว่ามีก้อนเนื้อหรืออวัยวะในช่องท้องโตผิดปกติหรือไม่ รวมถึงการใช้นิ้วสอดตรวจบริเวณทวารหนักในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้ใหญ่ส่วนปลายตีบตันแต่กำเนิด เพื่อดูแรงบีบตัวและการตอบสนองของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น
การใช้เครื่องมือทาง
เมื่อตรวจร่างกายแล้วพบความผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาใช้เครื่องมือช่วยวินิจฉัยเพิ่มเติม ซึ่งวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่สุดในทารกคือการอัลตราซาวด์ช่องท้อง เพราะไม่มีรังสี และสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของผนังลำไส้ รวมถึงภาวะลำไส้กลืนกันได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ในบางกรณีอาจมีการทำ X-ray ช่องท้องเพื่อดูปริมาณลมและน้ำในทางเดินอาหาร หรือการสวนแป้งเพื่อดูความผิดปกติของรูปร่างลำไส้ใหญ่
คุณพ่อคุณแม่จะเตรียมตัวและสังเกตลูกน้อยที่บ้านอย่างไรดี
การวินิจฉัยที่แม่นยำส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่สังเกตและเล่าให้หมอฟังครับ ลองจดบันทึกเวลาที่ลูกร้องกวน ลักษณะและสีของอุจจาระ รวมถึงปริมาณนมที่ทานในแต่ละมื้อ ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์มากๆ ในการช่วยแยกแยะระหว่างอาการโคลิกธรรมดา กับโรคทางเดินอาหารที่ต้องรีบรักษา สิ่งสำคัญคืออย่าเพิ่งซื้อยาขับลมหรือยาระบายมาให้ทารกินเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการที่แท้จริงถูกบดบังและเป็นอันตรายได้ครับ