เวลาอุ้มลูกน้อยแล้วได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ หรือเห็นเขางอแงตัวงอ เอามือกุมท้องแล้วร้องไห้จ้าไม่ยอมหยุด หัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ยิ่งพยายามปลอบเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่หาย ยิ่งทำให้กังวลเข้าไปใหญ่ว่าลูกน้อยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไรในท้องหรือเปล่า เพราะเจ้าตัวเล็กยังพูดบอกไม่ได้ว่าเจ็บตรงไหน หน้าที่ในการสังเกตจึงตกอยู่ที่พวกเรา
ในฐานะหมอเด็กที่ต้องเจอคุณพ่อคุณแม่พาเจ้าตัวเล็กมาปรึกษาด้วยเรื่องอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือถ่ายผิดปกติอยู่บ่อยครั้ง วันนี้ผมเลยอยากชวนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องลำไส้ของทารกให้ลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเกณฑ์การวินิจฉัยทางการแพทย์สำหรับความผิดปกติของลำไส้ทารก ว่าคุณหมอเขาใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการตรวจวินิจฉัย เพื่อที่เราจะได้สังเกตอาการที่บ้านได้อย่างแม่นยำขึ้น และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพามาพบแพทย์
ลูกร้องไห้โยเยแบบนี้ แค่โคลิกธรรมดา หรือลำไส้กำลังมีปัญหา?
อาการร้องกวนไม่ยอมหยุดในเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ทำให้ครอบครัวปวดหัวได้มากที่สุด ช่วงแรกเกิดถึงสามเดือนแรก เรามักจะได้ยินคำว่าโรคลำไส้บีบตัวหรือโคลิกบ่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว ความผิดปกติของลำไส้ทารกนั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการท้องอืดธรรมดา ไปจนถึงโรคทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน
เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาหาที่คลินิก สิ่งแรกที่หมอจะทำไม่ใช่การจ่ายยาแก้ปวดทันที แต่เป็นการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อดูว่าอาการที่เกิดขึ้นเข้าข่ายความผิดปกติที่ต้องตรวจวินิจฉัยเชิงลึกหรือไม่
สัญญาณเตือนจากพฤติกรรมลูก ที่หมอใช้เป็นเกณฑ์ประเมินเบื้องต้น
การวินิจฉัยความผิดปกติของลำไส้ในเด็กทารก แพทย์ไม่ได้ใช้แค่เครื่องมือแพทย์ราคาแพงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการฟังเรื่องเล่าจากปากคุณพ่อคุณแม่นี่แหละครับ โดยมีจุดสังเกตสำคัญดังนี้
- ลักษณะการร้องไห้ที่เปลี่ยนไป: หากลูกร้องไห้งอแงนานเกินสามชั่วโมงต่อวัน เป็นติดต่อกันหลายวัน และปลอบอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด โดยมักจะแสดงท่าทางงอขาเข้าหาพุงร่วมด้วย
- รูปแบบการขับถ่ายที่ผิดปกติไปจากเดิม: เด็กทารกแต่ละคนจะมีรอบการถ่ายต่างกัน แต่ถ้าจู่ๆ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระมีมูกเลือดปน หรืออุจจาระพุ่งเป็นน้ำติดต่อกันหลายครั้ง
- ภาวะการกินและน้ำหนักตัว: เด็กที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ มักจะกินนมนน้อยลง แหวะนมบ่อยพุ่ง หรือน้ำหนักตัวไม่ยอมขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน
เมื่อไหร่ที่แพทย์ต้องส่งตรวจพิเศษเพื่อยืนยันความผิดปกติ
หากซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นแล้วพบว่ามีความเสี่ยง แพทย์จะต้องใช้เกณฑ์ทางการแพทย์และเครื่องมือตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อมองให้เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ของทารก ซึ่งการตรวจหลักๆ มีดังนี้
การเอ็กซเรย์ช่องท้องเพื่อดูแก๊สและสิ่งอุดตัน
หากเด็กมีอาการท้องอืดแข็งมาก การเอ็กซเรย์ช่องท้องเป็นวิธีแรกๆ ที่ช่วยให้หมอเห็นภาพรวมว่ามีปริมาณแก๊สในลำไส้มากผิดปกติหรือไม่ มีภาวะลำไส้อุดตัน หรือมีลมรั่วในช่องท้องที่เป็นอันตรายหรือเปล่า ซึ่งวิธีนี้รวดเร็วและปลอดภัยกับทารก
การอัลตร้าซาวด์ช่องท้องเพื่อดูการทำงานของลำไส้
ในกรณีที่สงสัยว่าลำไส้กลืนกัน ซึ่งมักเกิดกับเด็กอายุช่วงครึ่งปีแรก การทำอัลตร้าซาวด์จะช่วยให้เห็นภาพการซ้อนทับกันของลำไส้ได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้รังสีเอกซเรย์ ทำให้วินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาต้นตอของการอักเสบ
นอกจากภาพถ่ายทางรังสีแล้ว การตรวจอุจจาระก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การนำตัวอย่างอุจจาระของลูกไปตรวจหาเม็ดเลือดขาว หรือเชื้อแบคทีเรียและไวรัส จะช่วยบอกได้ว่าลำไส้ของทารกกำลังเผชิญกับการติดเชื้อหรือภาวะแพ้อาหารบางชนิด เช่น การแพ้โปรตีนนมวัว ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็ก
วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้านเมื่อลูกมีอาการปวดท้องท้องอืด
ระหว่างที่สังเกตอาการ หรือรอมาพบแพทย์ คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาความไม่สบายตัวให้ลูกน้อยได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ
- การนวดท้องไล่ลม: วางมือราบเบาๆ บริเวณท้องของลูก แล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกาเบาๆ เพื่อช่วยให้ลมในลำไส้เคลื่อนตัวได้ดีขึ้น
- การอุ้มเรอหลังมื้อนม: ทุกครั้งหลังให้นม ควรพาดบ่าหรืออุ้มในท่าคว่ำหน้าบนตักแล้วลูบหลังเบาๆ เพื่อไล่ลมออกจากกระเพาะและลำไส้
- การทำท่าปั่นจักรยานอากาศ: ค่อยๆ จับขาลูกงอเข้าหาหน้าท้องสลับซ้ายขวาเบาๆ คล้ายกับการปั่นจักรยาน เพื่อช่วยกระตุ้นการขับถ่ายและลดอาการแน่นท้อง
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
บางครั้งอาการของทารกอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ขอแนะนำให้พาไปพบแพทย์โดยด่วน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
- อาเจียนพุ่งเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองเขียว
- อุจจาระมีเลือดสดปน หรือมีลักษณะเหมือนเยลลี่ลูกเกด
- ซึมลง ไม่ยอมดูดนม ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลง
- หน้าท้องป่องตึง แข็งเปรี๊ยก และร้องไห้หนักเมื่อมีคนไปกดโดนท้อง
ความผิดปกติของลำไส้ทารกแม้จะเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่หากเรามีความเข้าใจและหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูกน้อยอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้สามารถพามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงทีครับ