ช่วงเวลาที่ลูกน้อยเติบโตเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับคนเป็นพ่อแม่ แต่บางครั้ง ความกังวลใจก็แอบเข้ามาสะกิดใจ เมื่อเราเผลอไปเปรียบเทียบลูกกับเด็กวัยเดียวกัน แล้วพบว่าลูกอาจจะยังเดินไม่ได้ พูดช้า หรือดูสนใจสิ่งรอบตัวน้อยกว่าเพื่อน จนเกิดคำถามในใจว่านี่คือความปกติของเด็กแต่ละคน หรือลูกกำลังเผชิญกับภาวะความล่าช้าทางพัฒนาการรอบด้านกันแน่
ในฐานะหมอเด็กที่เจอคุณพ่อคุณแม่พามาปรึกษาเรื่องนี้บ่อยๆ ผมเข้าใจความรู้สึกกังวลใจนั้นดีครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบสบายๆ เหมือนนั่งคุยกันในห้องตรวจ เพื่อทำความเข้าใจภาวะนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร และเราจะสังเกตหรือช่วยเหลือลูกรักได้อย่างไรบ้าง
พัฒนาการเด็กคืออะไร และทำไมหมอถึงมองรอบด้าน
เวลาที่เราพูดถึงพัฒนาการของเด็ก เราไม่ได้มองแค่เรื่องการเดินหรือการพูดคุยเท่านั้นนะครับ แต่มันคือภาพรวมที่กว้างกว่านั้นมาก ทางการแพทย์เราจะแบ่งพัฒนาการออกเป็น 4 ด้านหลักๆ ที่ต้องเติบโตไปพร้อมกันเปรียบเสมือนฟันเฟือง ได้แก่ ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การนั่ง คลาน เดิน ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและการใช้มือ เช่น การหยิบจับสิ่งของ ขีดเขียน ด้านการภาษาและการสื่อสาร ทั้งการพูดและเข้าใจความหมาย และสุดท้ายคือด้านสังคมและการช่วยเหลือตัวเอง
หากเด็กมีความล่าช้าเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายๆ ด้านเหล่านี้ ตั้งแต่ 2 ด้านขึ้นไป และอยู่ในช่วงวัยที่ควรจะทำสิ่งนั้นได้แล้ว เราจึงจะเริ่มใช้คำว่า ภาวะความล่าช้าทางพัฒนาการรอบด้าน (Global Developmental Delay - GDD) ครับ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจกำลังตามหลังเพื่อน
เด็กแต่ละคนมีจังหวะชีวิตของตัวเอง บางคนเดินเร็ว บางคนพูดเก่งเร็วกว่ากันนิดหน่อยถือเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้ามีความล่าช้าที่ชัดเจนและต่อเนื่อง นั่นคือสัญญาณที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เช่น
- เมื่อถึงวัย 6 เดือนแล้ว ลูกยังไม่ค่อยยิ้มตอบ ไม่สบตา หรือส่งเสียงอ้อแอ้ตามเกณฑ์
- อายุ 1 ปีแล้วยังไม่นั่งเอง ไม่คลาน หรือเรียกชื่อแล้วไม่หันมามอง
- อายุ 1 ปีครึ่งยังเดินไม่ได้ หรือพูดคำที่มีความหมายไม่ได้เลยสักคำ
- อายุ 2 ปีแล้วยังไม่สามารถพูดต่อกันเป็นประโยคสั้นๆ 2 คำได้ และดูเหมือนไม่เข้าใจคำสั่งง่ายๆ
หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกมีพัฒนาการสะดุดลง หรือดูเหมือนจะถอยหลังไปจากเดิม เช่น เคยทำอะไรได้แล้วกลับทำไม่ได้ อันนี้ยิ่งต้องรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดครับ
อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังความล่าช้าที่เกิดขึ้น
การที่น้องๆ มีพัฒนาการล่าช้าไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวครับ ทางการแพทย์พบว่ามีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่เรื่องของพันธุกรรม ความผิดปกติของโครโมโซม ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์หรือการคลอด เช่น ภาวะขาดออกซิเจน หรือการเจ็บป่วยรุนแรงในช่วงขวบปีแรกของชีวิต
นอกจากนี้ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กก็มีส่วนสำคัญมากๆ เช่นกัน เด็กที่ขาดการกระตุ้น ขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดู หรือปล่อยให้ใช้หน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไป ก็อาจแสดงอาการคล้ายกับมีภาวะความล่าช้าทางพัฒนาการได้เช่นกันครับ ซึ่งในกรณีหลังนี้ หากปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและเพิ่มการเล่นกับลูก พัฒนาการมักจะกลับมาดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
วิธีดูแลและพาเจ้าตัวเล็กก้าวข้ามผ่านช่วงเวลานี้
ข่าวดีก็คือ ยิ่งเราค้นพบภาวะนี้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่น้องจะพัฒนาตามทันเพื่อนก็จะมีสูงมากเท่านั้นครับ เพราะสมองของเด็กในช่วงขวบปีแรกมีความยืดหยุ่นสูงมาก พร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างเส้นใยประสาทใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
เมื่อคุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าน้องมีภาวะนี้จริง เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีมครับ ทั้งกุมารแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักแก้ไขการพูด เพื่อออกแบบโปรแกรมการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะกับเด็กแต่ละคนโดยเฉพาะ
บทบาทสำคัญของพ่อแม่ในการช่วยกระตุ้นพัฒนาการที่บ้าน
การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในห้องฝึกพัฒนาการสัปดาห์ละครั้งสองครั้งนะครับ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่บ้านและการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน
- เพิ่มเวลาพูดคุยและสบตากับลูก: ลดหน้าจอลง แล้วใช้เสียงพูดคุย เล่านิทาน หรือร้องเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ
- ให้ลูกได้เล่นอิสระ: การเล่นคือการเรียนรู้ของเด็ก ให้เขาได้สัมผัส จับต้อง ปีนป่าย เพื่อฝึกกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส
- ใจเย็นและให้กำลังใจ: พัฒนาการของเด็กกลุ่มนี้ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ อย่าเพิ่งท้อหรือคาดกดดันลูกจนเกินไป
ความเข้าใจ ความรัก และความอดทนของคุณพ่อคุณแม่ คือยาวิเศษที่ดีที่สุดที่จะช่วยประคับประคองให้เด็กๆ ค่อยๆ เติบโตและก้าวเดินไปตามเส้นทางของเขาได้อย่างมั่นใจครับ