ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนที่พาลูกมาปรึกษาที่คลินิกมักจะบ่นตรงกันว่า ลูกเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ บางคนหงุดหงิดง่าย ร้องอาละวาดบ้านแตก หรือบางทีก็กังวลจนไม่ยอมไปโรงเรียน พอลองดุหรือห้ามปรามก็ดูเหมือนจะยิ่งแย่ลงไปอีก จนบางครั้งคนเป็นพ่อเป็นแม่เองก็รู้สึกเหนื่อยและหมดแรงเอาดื้อๆ
ในฐานะหมอเด็กและคนที่ดูแลเรื่องสุขภาพจิตครอบครัว ผมมักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า ลูกไม่ได้เป็นเด็กดื้อโดยสันดาน แต่อาจกำลังติดอยู่ในวงจรความคิดและความรู้สึกที่ตัวเองจัดการไม่ถูก ซึ่งเครื่องมือทางการแพทย์และจิตวิทยาที่เรานิยมใช้กันมากและเห็นผลจริงในยุคนี้คือ การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับเด็ก หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CBT นั่นเองครับ
CBT สำหรับเด็กคืออะไร ทำไมถึงไม่ต้องกินยาแต่ช่วยได้?
พูดง่ายๆ แบบไม่ต้องใช้ศัพท์ยากเลยนะครับ CBT คือกระบวนการที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจกลไกของสมองตัวเอง ผ่านการเชื่อมโยง 3 สิ่งเข้าด้วยกันคือ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม
ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่าเด็กคนหนึ่งสอบตกวิชาเลข ความคิดในหัวของเขาคือ 'เรามันโง่ ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ' ความคิดนี้จะดึงความรู้สึกเสียใจ ท้อแท้ และโกรธพรั่งพรูเข้ามา จนแสดงออกเป็นพฤติกรรมปาข้าวของ ขว้างสมุด หรือปิดปากเงียบไม่คุยกับใคร
หน้าที่ของนักบำบัดหรือคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจหลักการนี้ คือการเข้าไปช่วยเด็กแกะปมความคิดลบๆ เหล่านี้ออก แล้วฝึกให้เขามองสถานการณ์เดิมด้วยมุมมองใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งเมื่อความคิดเปลี่ยน ความรู้สึกจะเบาลง และพฤติกรรมเจ้าปัญหาก็จะค่อยๆ ลดลงไปเองโดยแทบไม่ต้องพึ่งยาเลยครับ
สัญญาณแบบไหนที่แปลว่าลูกเริ่มต้องการความช่วยเหลือแล้ว?
เด็กทุกคนยมีช่วงเวลาที่อารมณ์เหวี่ยงหรือดื้อรั้นเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยและกระทบกับชีวิตประจำวัน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเขาควรได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี:
- ระเบิดอารมณ์รุนแรงเกินวัย: ร้องกรี๊ด อาละวาด นานเกินกว่าสามสิบนาทีโดยที่ปลอบไม่ได้ หรือทำร้ายตัวเองและคนรอบข้างเมื่อไม่ได้ดังใจ
- มีความกังวลสูงผิดปกติ: กลัวการไปโรงเรียน กลัวการแยกจากพ่อแม่ กลัวการเข้าสังคม จนมีอาการทางกายร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดหัวบ่อยๆ โดยตรวจไม่พบโรค
- มองโลกในแง่ลบสุดขั้ว: พูดจาด้อยค่าตัวเองบ่อยๆ เช่น ฉันทำอะไรก็ไม่ดี ฉันมันแย่ ไม่มีใครรัก
- ซึมเศร้า เก็บตัว: เบื่อกิจกรรมที่เคยชอบ ไม่อยากคุยกับใคร นอนไม่หลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ
คุณพ่อคุณแม่จะเอาเทคนิคนี้ไปลองใช้ที่บ้านได้อย่างไร?
ข่าวดีคือ เราไม่ต้องรอให้ถึงขั้นพบจิตแพทย์เสมอไปครับ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำหลักการปรับความคิดและพฤติกรรมมาปรับใช้ในการเลี้ยงลูกประจำวันได้เลยผ่านแนวทางเหล่านี้
เป็นกระจกเงาสะท้อนอารมณ์ให้ลูกฟัง
เวลาที่ลูกกำลังโมโหสุดขีด ห้ามสอนหรือคาดคั้นเหตุผลเด็ดขาดครับ เพราะสมองส่วนอารมณ์กำลังทำงานครอบงำสมองส่วนเหตุผล สิ่งแรกที่ต้องทำคือการช่วยเขาชื่อเรียกอารมณ์นั้นออกมา เช่น 'ลูกกำลังโกรธมากใช่ไหมที่ไม่ได้เล่นเกมต่อ' การทำแบบนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มตระหนักรู้ความรู้สึกตัวเองและสงบลงได้เร็วขึ้น
ชวนตั้งคำถามท้าทายความคิดตัวเอง
เมื่อลูกเริ่มใจเย็นลงแล้ว ให้ลองชวนคุยแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น สมมติลูกบอกว่าเพื่อนไม่รักเพราะไม่ชวนคุยด้วย ให้ลองตั้งคำถามชวนคิดว่า 'มีเหตุผลอื่นอีกไหมที่เพื่อนอาจจะรีบเดินไปเข้าห้องน้ำพอดี' การฝึกแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้เด็กหลุดพ้นจากการคิดเข้าข้างตัวเองในแง่ลบ
ฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองก่อนเจอของจริง
เด็กที่มีความกังวลสูงมักกลัวสิ่งที่ไม่รู้ล่วงหน้าครับ ถ้าลูกต้องไปโรงเรียนใหม่หรือต้องพรีเซนต์งานหน้าห้อง ลองใช้เวลาว่างมาสวมบทบาทสมมติซ้อมมือกับลูกดู เพื่อให้เขารู้สึกคุ้นเคยและมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อต้องเจอสถานการณ์จริง
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า การดูแลสุขภาพใจของเด็กเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความใจเย็นมากๆ ครับ ความคิดและพฤติกรรมที่สะสมมานานย่อมต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน หากคุณพ่อคุณแม่ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วรู้สึกว่าเกินกำลัง การพาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กเพื่อรับคำปรึกษาที่ตรงจุด ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่อบอุ่นและปลอดภัยสำหรับลูกรักของเราครับ