ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่พาลูกมาปรึกษาที่คลินิก มักจะมาด้วยความเครียดเรื่องพฤติกรรมของลูก ไม่ว่าจะเป็นอาการโมโหร้าย ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ขี้กังวลเกินเหตุ หรือแม้แต่ปัญหาการปรับตัวที่โรงเรียน หลายครอบครัวอาจกังวลว่าลูกต้องทานยาหรือเปล่า หรือลูกเรากำลังป่วยเป็นโรคอะไรที่รุนแรงหรือไม่
ในฐานะหมอที่นั่งฟังเรื่องราวเหล่านี้ทุกวัน ผมมักจะบอกคุณพ่อคุณแม่เสมอว่า เด็กๆ หลายคนไม่ได้ป่วยทางกาย แต่เขากำลังเผชิญกับวงจรความคิดและอารมณ์ที่ติดขัด ซึ่งเราสามารถช่วยเหลือเขาได้ผ่านแนวทางที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจน นั่นคือกระบวนการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับเด็ก หรือที่ในวงการแพทย์เรียกว่า CBT (Cognitive Behavioral Therapy)
เมื่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของลูกเชื่อมโยงกันอย่างไร?
ลองนึกภาพตามนะครับ เวลาที่เด็กเจอสถานการณ์เดียวกัน เช่น ครูเรียกตอบคำถามหน้าห้อง เด็กคนหนึ่งอาจจะคิดว่า ครูต้องกำลังจับผิดฉันแน่เลย น่าอายจัง ความคิดนี้จะดึงอารมณ์กลัวและเครียดตามมา จนเด็กเลือกที่จะก้มหน้าเงียบ ไม่ยอมพูด หรือแกล้งปวดท้องเพื่อหนีเรียน
แต่ถ้าเป็นเด็กอีกคนที่มีความเชื่อมั่น เขาอาจจะคิดว่า เป็นการฝึกที่ดี ถ้าตอบไม่ได้เดี๋ยวคุณครูก็ช่วยแนะนำ อารมณ์ของเขาก็จะผ่อนคลาย และกล้าที่จะยกมือตอบ นี่คือหัวใจสำคัญของการบำบัด เพราะปัญหาพฤติกรรมที่เราเห็น เช่น การอาละวาด การดื้อเงียบ หรือการแยกตัว แท้จริงแล้วมันเริ่มต้นมาจาก วิธีคิด ที่อยู่ข้างในใจของเด็กนั่นเอง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจต้องเริ่มปรับความคิดและพฤติกรรม
เด็กทุกคนยมีช่วงเวลาที่อารมณ์ร้อนหรือดื้อรั้นเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตว่าพฤติกรรมเหล่านี้เริ่มกระทบกับการใช้ชีวิต การเรียน และความสัมพันธ์ในครอบครัว นี่คือหมุดหมายที่เราควรเริ่มเข้าไปช่วยเหลือ
- ระเบิดอารมณ์รุนแรงเกินวัย: เช่น กรีดร้อง ขว้างปาข้าวของ หรือทำร้ายตัวเองและคนอื่นเมื่อไม่ได้ดังใจ
- มีความกังวลหรือความกลัวฝังใจ: กลัวการไปโรงเรียน กลัวการนอนคนเดียว หรือกังวลเรื่องความสะอาดจนเกินเหตุ
- ซึมเศร้า เก็บตัว: ไม่อยากคุยกับใคร เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เคยชอบพูดจาดูถูกตัวเองบ่อยๆ
- มีปัญหาสมาธิสั้นร่วมกับความหุนหันพลันแล่น: ควบคุมตัวเองให้อยู่รอดในกฎระเบียบไม่ได้
ขั้นตอนการทำงานของการบำบัดในเด็ก: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
หลายคนได้ยินคำว่าบำบัดแล้วนึกถึงการนอนคุยบนเตียงจิตแพทย์แบบในหนัง แต่สำหรับการบำบัดในเด็กนั้นเต็มไปด้วยกิจกรรม ศิลปะ การเล่น และการพูดคุยที่สนุกสนานเหมือนการเรียนรู้ทักษะชีวิตใหม่
สำรวจและรู้ทันความคิดตัวเอง
ขั้นตอนแรกคือนักจิตวิทยาหรือคุณหมอจะชวนเด็กคุยผ่านเกมหรือการวาดรูป เพื่อช่วยให้เด็กแยกแยะได้ว่า ตอนนี้เขากำลังมีความคิดอะไรอยู่ในหัว ความคิดนั้นมันเป็นความจริงทั้งหมด หรือเป็นแค่ความกลัวที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
ท้าทายความคิดเดิมและสร้างความคิดใหม่ที่ดีกว่า
เมื่อเด็กเริ่มรู้ทันความคิดแง่ลบของตัวเองแล้ว เราจะชวนเขามาลองหาทางเลือกอื่น เช่น เปลี่ยนจากความคิดว่า ฉันทำอะไรก็ไม่สำเร็จเลย เป็น วันนี้อาจจะยากนิดหน่อย แต่พรุ่งนี้ลองใหม่ได้ ซึ่งไม่ใช่การหลอกตัวเองให้โลกสวย แต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง
ฝึกซ้อมพฤติกรรมใหม่ผ่านสถานการณ์จำลอง
เมื่อมีความคิดที่ดีขึ้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการฝึกซ้อมการกระทำครับ เช่น ถ้าเด็กกลัวการเข้าสังคม เราจะเริ่มจากการจำลองสถานการณ์ในห้องตรวจ ให้เขาลองฝึกทักทาย ฝึกสบตา หรือจัดการกับความโกรธด้วยการหายใจลึกๆ แทนการใช้กำลัง
บทบาทสำคัญของคุณพ่อคุณแม่: ยาที่ดีที่สุดอยู่ที่บ้าน
การบำบัดในห้องตรวจใช้เวลาแค่สัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง แต่ชีวิตจริงของลูกเกิดขึ้นที่บ้านตลอดเจ็ดวัน ดังนั้น ความสำเร็จของการปรับพฤติกรรมจึงขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการปฏิบัติของคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก
- เป็นกระจกเงาที่สะท้อนอารมณ์: แทนที่จะดุว่าเมื่อลูกโกรธ ให้เปลี่ยนเป็นสะท้อนความรู้สึก เช่น ลูกกำลังโมโหใช่ไหม เพราะของเล่นพังหรือเปล่า เพื่อให้เด็กเรียนรู้ชื่อเรียกอารมณ์ของตัวเอง
- ชมที่ความพยายามไม่ใช่ผลลัพธ์: เมื่อลูกสามารถควบคุมอารมณ์ได้ แม้จะแค่เล็กน้อย ให้ชมเชยทันที เพื่อเสริมแรงให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นอีก
- จัดการความเครียดของตัวเองก่อน: เด็กมีความไวต่ออารมณ์ของผู้ใหญ่สูงมาก หากคุณพ่อคุณแม่นิ่งและใจเย็นได้ ลูกก็จะเรียนรู้วิธีการสงบสติอารมณ์จากตัวเราเช่นกัน
การปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเด็กต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอครับ ไม่มีไม้กายสิทธิ์อันไหนที่เสกให้เด็กเปลี่ยนเป็นคนละคนได้ในชั่วข้ามคืน แต่ด้วยความเข้าใจ ความอดทน และการใช้วิธีการที่ถูกต้อง ผมเชื่อมั่นว่าเด็กๆ ทุกคนจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก และเติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตที่แข็งแรงพร้อมรับมือกับโลกกว้างได้อย่างแน่นอน