หลายคนอาจเคยได้ยินเสียงกรนจากคนข้างๆ หรือแม้แต่ตัวเราเองตอนนอน บางทีก็กรนเบาๆ แต่บางครั้งก็ดังจนรบกวนคนอื่น แล้วเคยสงสัยไหมว่าเสียงกรนทุกแบบเป็นอันตรายหรือเปล่า? จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เสียงกรนทุกชนิดที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ มีเสียงกรนอยู่ประเภทหนึ่งที่หมอเรียกว่า “ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ” หรือ Primary Snoring ซึ่งแตกต่างจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับอย่างสิ้นเชิง วันนี้หมอจะพาไปทำความรู้จักกับภาวะนี้ให้ลึกซึ้งกัน
ทำความรู้จัก "ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ" (Primary Snoring) คืออะไร?
ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ ก็คือการมีเสียงกรนเกิดขึ้นเป็นประจำขณะนอนหลับ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เสียงกรนนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) หรือภาวะที่มีการหายใจแผ่วผิดปกติขณะหลับ (Hypopnea) และก็ไม่ได้ทำให้เกิดอาการง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือเกิดปัญหาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพการนอนแต่อย่างใด พูดง่ายๆ คือ เป็นแค่เสียงกรนที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจส่วนบนเท่านั้น ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจร่วมด้วย
แล้ว "นอนกรน" เกิดขึ้นได้ยังไงกันนะ?
โดยปกติแล้ว ขณะที่เราหลับ กล้ามเนื้อในลำคอและลิ้นจะคลายตัวลง ทำให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนแคบลงเล็กน้อย เมื่ออากาศผ่านช่องที่แคบลงนี้ เนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น และผนังคอ ก็จะเกิดการสั่นสะเทือน ทำให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้นมา ความดังของเสียงกรนขึ้นอยู่กับความแคบของช่องทางเดินหายใจและความแรงของการสั่นสะเทือนนั่นเอง
นอนกรนแบบไหนถึงเรียกว่า "ปฐมภูมิ"? เกณฑ์การวินิจฉัยที่หมอใช้
การแยกแยะว่าการนอนกรนนั้นเป็นเพียง “ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ” หรือเป็นสัญญาณของ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่เป็นอันตราย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการรักษาก็จะแตกต่างกันออกไป คุณหมอจะใช้เกณฑ์หลายอย่างในการวินิจฉัย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ภาวะที่ร้ายแรงกว่า
ลักษณะสำคัญของ "ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ" ที่คุณสังเกตได้
- มีเสียงกรนเป็นประจำ: อาจเป็นเสียงกรนเบาๆ ไปจนถึงเสียงดัง แต่สิ่งที่สำคัญคือไม่มีช่วงที่เสียงกรนเงียบไปนานๆ ราวกับหยุดหายใจ
- ไม่มีอาการสำลักหรือหายใจเฮือก: ไม่ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกหายใจไม่ออกหรือสำลักน้ำลาย
- ไม่รู้สึกง่วงผิดปกติในตอนกลางวัน: ยังคงรู้สึกสดชื่นและมีสมาธิทำงานได้ดีในตอนกลางวัน ไม่รู้สึกเพลียหรืออยากนอนตลอดเวลา
- ไม่มีอาการอื่นๆ ของการนอนหลับไม่มีคุณภาพ: เช่น ไม่มีอาการปวดศีรษะตอนเช้า ไม่มีสมาธิลดลง ความจำไม่ดี หรืออารมณ์หงุดหงิดง่าย
- คู่เตียงไม่สังเกตเห็นการหยุดหายใจ: คนที่นอนด้วยมักไม่เคยบอกว่าคุณมีช่วงหยุดหายใจไปเป็นพักๆ
คุณหมอจะวินิจฉัย "นอนกรนปฐมภูมิ" ได้อย่างไร?
การวินิจฉัยภาวะนอนกรนปฐมภูมิ จำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด: คุณหมอจะสอบถามเกี่ยวกับลักษณะการนอนกรน อาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การง่วงนอนกลางวัน การตื่นมาปวดศีรษะตอนเช้า รวมถึงประวัติสุขภาพและยาที่รับประทาน
- การตรวจร่างกาย: ตรวจดูโครงสร้างในช่องปาก ลำคอ และทางเดินหายใจส่วนบน เพื่อดูว่ามีปัจจัยใดที่อาจทำให้เกิดการกรนได้
- การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography หรือ Sleep Study): นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด การตรวจนี้จะช่วยวัดคลื่นสมอง การเคลื่อนไหวของดวงตา กล้ามเนื้อ การหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด และการทำงานของหัวใจขณะหลับ เพื่อให้คุณหมอสามารถแยกแยะระหว่างภาวะนอนกรนปฐมภูมิกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างแม่นยำ
สำหรับเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะนอนกรนปฐมภูมิ คือ ดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว (Apnea-Hypopnea Index หรือ AHI) ต้องน้อยกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง และไม่มีความผิดปกติอื่นๆ ที่สำคัญจากการตรวจการนอนหลับ เช่น ไม่มีภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำลงอย่างชัดเจน หรือไม่มีการตื่นตัวของสมองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากการหายใจผิดปกติ
เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มกังวล? ความแตกต่างระหว่าง "นอนกรนปฐมภูมิ" กับ "ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ"
ถึงแม้ว่าภาวะนอนกรนปฐมภูมิจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องแน่ใจว่าเสียงกรนนั้นไม่ใช่สัญญาณของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะ OSA มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และอุบัติเหตุได้
- ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ: เป็นเพียงเสียงกรนที่ไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับ ไม่ทำให้เกิดการหยุดหายใจหรือลดระดับออกซิเจนในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA): มีเสียงกรนร่วมกับการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ (อาจนานถึง 10 วินาทีหรือมากกว่า) ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง มีการสะดุ้งตื่น หรือหายใจเฮือกกลางดึก และมักมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวัน
นอนกรนปฐมภูมิ ต้องรักษามั้ยนะ?
โดยทั่วไปแล้ว ภาวะนอนกรนปฐมภูมิไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายโดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม หากเสียงกรนนั้นดังมากจนรบกวนการนอนของคู่เตียง หรือทำให้เกิดปัญหาทางสังคม ก็อาจมีการพิจารณาแนวทางปฏิบัติบางอย่างเพื่อลดเสียงกรน เช่น
- ปรับเปลี่ยนท่านอน: ลองนอนตะแคงแทนการนอนหงาย
- ลดน้ำหนัก: หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักอาจช่วยลดการกรนได้
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และยานอนหลับ: โดยเฉพาะก่อนนอน เพราะสารเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวมากเกินไป
- รักษาอาการคัดจมูก: หากมีอาการภูมิแพ้หรือคัดจมูกเรื้อรัง การรักษาสาเหตุเหล่านี้อาจช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น
สรุปคือ ภาวะนอนกรนปฐมภูมิ เป็นเพียงเสียงกรนที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง แต่การวินิจฉัยที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีเสียงกรนดังเป็นประจำ และมีอาการอื่นๆ เช่น ง่วงนอนกลางวันมากผิดปกติ ตื่นมาแล้วปวดหัว หรือมีคนบอกว่าคุณหยุดหายใจไปเป็นพักๆ ควรปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมต่อไป