ช่วงนี้ใครตื่นมาแล้วต้องหยิบกระดาษทิชชูมาสั่งน้ำมูก จามฮัดชิ่วติดต่อกันหลายครั้ง หรือรู้สึกคัดจมูกแน่นหายใจไม่ออกเหมือนเป็นหวัดตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้มีไข้หรือเจ็บคอ ลองสังเกตตัวเองดูดีๆ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่หวัดธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่ากำลังเผชิญกับภาวะภูมิแพ้อากาศและจมูกอักเสบจกฝุ่นละอองและสิ่งกระตุ้นรอบตัว
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ด้วยอาการแบบนี้ทุกวัน ขอบอกเลยว่าโรคนี้สร้างความหงุดหงิดกวนใจในการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อยเลย วันนี้เลยอยากชวนมาทำความเข้าใจกันแบบง่ายๆ ว่าทำไมตื่นมาต้องแพ้ และเราจะดูแลตัวเองอย่างไรให้อาการเหล่านี้ดีขึ้นได้บ้าง
ทำไมจมูกของเราถึงไวต่อสิ่งกระตุ้นนัก?
เวลาที่เราพูดถึงโรคนี้ ทางการแพทย์เราเรียกว่าโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ เยื่อบุโพรงจมูกของเรามีความไวผิดปกติต่อสิ่งที่อยู่รอบตัว เมื่อร่างกายสูดเอาฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือแม้แต่อากาศที่เย็นชื้นเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าใจผิดคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอันตราย จึงปล่อยสารฮิสตามีนออกมาสู้ ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และผลิตน้ำมูกออกมาปริมาณมากเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกไป
ปัจจัยกระตุ้นหลักๆ ที่มักเจอในบ้านเรามีอยู่ไม่กี่อย่าง ได้แก่:
- ไรฝุ่น: ตัวการสำคัญที่ซ่อนอยู่ตามที่นอน หมอน และโซฟาผ้า
- ละอองเกสรและเชื้อรา: มักมากับช่วงที่อากาศเปลี่ยนหรือมีความชื้นสูง
- มลพิษทางอากาศ: ฝุ่น PM 2.5 และควันพิษต่างๆ ที่ทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคืองหนักขึ้น
- สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง: อยู่ในห้องแอร์เย็นจัดแล้วเดินออกมารับอากาศร้อน หรืออากาศเปลี่ยนฤดูฉับพลัน
อาการแบบไหนที่ฟันธงได้ว่าเป็นภูมิแพ้อากาศ ไม่ใช่หวัด?
คนไข้หลายคนมักสับสนระหว่างโรคหวัดกับภูมิแพ้ เพราะอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลมันคล้ายกันมาก ลองสังเกตความต่างง่ายๆ เหล่านี้ดู
- อาการคัน: ภูมิแพ้มักจะมีอาการคันยิบๆ ในจมูก คันเพดานปาก หรือคันตา ร่วมกับการจามเป็นชุดๆ
- ลักษณะน้ำมูก: ถ้าเป็นภูมิแพ้ น้ำมูกจะใสแจ๋วเหมือนน้ำเปล่า ต่างจากหวัดที่ระยะแรกใสแต่สักพักจะข้นและเหลืองเขียว
- ระยะเวลา: อาการหวัดมักจะหายได้เองภายใน 5 ถึง 7 วัน แต่ถ้าเป็นภูมิแพ้ อาการจะอยู่เรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ทุกครั้งที่เจอสิ่งกระตุ้น หรือเป็นหนักทุกเช้าที่ตื่นนอน
ปรับพฤติกรรมและดูแลตัวเองอย่างไรให้หายใจโล่งขึ้น
การรักษาภาวะภูมิแพ้อากาศและจมูกอักเสบจากต้นเหตุจริงๆ คือการพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นควบคู่กับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หมอแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ทำตามได้จริงดังนี้
จัดการห้องนอนและบ้านให้ปราศจากฝุ่น
เพราะเราใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตอยู่บนเตียงนอน การทำความสะอาดห้องนอนจึงสำคัญที่สุด ซักผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนด้วยน้ำร้อนทุกๆ สัปดาห์ หลีกเลี่ยงการใช้ตุ๊กตาผ้าหรือพรมปูพื้นที่จะเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นชั้นดี
ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ
วิธีนี้ช่วยได้ดีมากๆ และไม่มีผลข้างเคียง การใช้น้ำเกลือล้างโพรงจมูกจะช่วยชะล้างน้ำมูกที่เหนียวข้น สารก่อภูมิแพ้ และฝุ่นละอองที่ตกค้างอยู่ออกไป ทำให้เยื่อบุจมูกสะอาดขึ้นและลดอาการบวมได้ทันที
ดื่มน้ำอุ่นและพักผ่อนให้เพียงพอ
การดื่มน้ำอุ่นช่วยละลายน้ำมูกในร่างกายให้ขับออกได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างสมดุล ไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้นจนเกินไป
ความจำเป็นในการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ
ในกรณีที่ปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรก็เป็นทางเลือกที่ช่วยคืนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ ยาหลักๆ ที่ใช้จะมีทั้งยากลุ่มแก้แพ้ชนิดกินที่ไม่ทำให้ง่วงนอน เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานในเวลากลางวัน และยาสเตียรอยด์พ่นจมูกชนิดเฉพาะที่ ซึ่งออกฤทธิ์ลดการอักเสบได้ตรงจุดและมีความปลอดภัยสูงเพราะตัวยาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อยมาก
การอยู่ร่วมกับภูมิแพ้อากาศอาจจะต้องใช้ความอดทนในการดูแลตัวเองสักหน่อย แต่ถ้าเรารู้จักสังเกต หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น และดูแลรักษาอย่างถูกวิธี อาการจาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูกตอนเช้าก็จะไม่มารบกวนความสุขในแต่ละวันอีกต่อไป