เวลาที่เด็กๆ มีแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลในปากจากร้อนใน โรคมือเท้าปาก แผลหลังผ่าตัดต่อมทอนซิล หรือแม้กระทั่งแผลผ่าตัดตามร่างกาย สิ่งที่ตามมาและทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ปวดใจที่สุดคือ ลูกงอแง ปฏิเสธอาหาร และไม่ยอมกลืนอะไรเลย การปล่อยให้ลูกอดอาหารเพราะเจ็บแผล ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน แต่ยังส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อทำงานช้าลงจนแผลหายช้ากว่าเดิม ดังนั้น การปรับอาหารอ่อนและรสไม่จัดสำหรับเด็กเป็นแผล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายของลูกได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ โดยไม่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองหรือเจ็บปวดเพิ่มเติม
ทำไมเมื่อลูกมีแผล ถึงงอแงและปฏิเสธการกินอาหาร?
เมื่อร่างกายเกิดบาดแผล ระบบประสาทรับความรู้สึกบริเวณนั้นจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงมาก โดยเฉพาะแผลในช่องปากและลำคอ เมื่อมีอาหารที่มีเนื้อสัมผัสแข็ง ร้อน หรือมีรสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ไปสัมผัสโดน จะกระตุ้นให้เส้นประสาทส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมองทันที ทำให้เด็กเกิดความกลัวและฝังใจว่าการกินอาหารเท่ากับความเจ็บปวด การทำความเข้าใจกลไกนี้จะช่วยให้เราหันมาใส่ใจกับการเลือกชนิดอาหารที่นุ่มนวลต่อบาดแผลของลูกมากขึ้น
หลักการเลือกอาหารเพื่อช่วยให้ลูกกินง่ายและแผลหายไวขึ้น
แนวทางในการเตรียมอาหารในช่วงที่ร่างกายของลูกกำลังฟื้นฟูบาดแผล มีหลักการสำคัญที่ต้องยึดถือเพื่อให้ลูกกินได้มากที่สุด ดังนี้
ปรับเนื้อสัมผัสให้อ่อนนุ่ม กลืนง่าย โดยไม่ต้องเคี้ยว
ในช่วงวันแรกๆ ที่มีแผล ควรเลือกอาหารที่เป็นของเหลวหรืออาหารกึ่งเหลวที่มีความเนียนละเอียด เพื่อให้ผ่านช่องปากและลำคอไปได้โดยไม่ต้องใช้แรงเคี้ยวมาก ซึ่งจะช่วยลดการเสียดสีบริเวณแผล เช่น โจ๊กบดละเอียด ไข่ตุ๋น หรือซุปข้น
เลี่ยงรสจัดจ้านและควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะ
รสชาติที่ปลอดภัยที่สุดคือรสจืดสนิท หลีกเลี่ยงการปรุงรสด้วยมะนาว น้ำส้มสายชู เกลือ หรือซีอิ๊วในปริมาณมาก เพราะกรดและความเค็มจะทำให้แผลแสบร้อนอย่างรุนแรง นอกจากนี้อุณหภูมิของอาหารก็สำคัญมาก ควรเลี่ยงอาหารที่ร้อนจัด โดยเปลี่ยนมาเป็นอาหารอุณหภูมิห้องหรืออาหารแช่เย็น เนื่องจากความเย็นจะช่วยลดอาการบวมและช่วยบรรเทาอาการปวดแผลได้เป็นอย่างดี
เน้นสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมบาดแผล
การปรับอาหารอ่อนและรสไม่จัดสำหรับเด็กเป็นแผล ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้กินง่ายเท่านั้น แต่ต้องเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อปลาบด ไข่ตุ๋น หรือนม เพื่อนำกรดอะมิโนไปสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ควบคู่ไปกับอาหารที่มีวิตามินซีและซิงค์ (สังกะสี) ที่ช่วยกระตุ้นการสมานแผลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ไอเดียเมนูอาหารทำง่าย อร่อย และไม่ระคายเคืองแผล
หากนึกไม่ออกว่าจะทำเมนูอะไรดี ลองนำไอเดียเหล่านี้ไปปรับใช้ในครัวดู
- ไข่ตุ๋นนมสดเนื้อเนียนแช่เย็น: ใช้ไข่ไก่ตีผสมกับนมที่ลูกดื่มเป็นประจำ กรองผ่านกระชอนเพื่อให้เนื้อเนียนนุ่ม นำไปนึ่งด้วยไฟอ่อนจนสุก แล้วนำไปแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาให้พอเย็นก่อนป้อน เมนูนี้ได้ทั้งโปรตีนและช่วยลดความเจ็บปวดจากแผลได้ดี
- ซุปมันฝรั่งและแครอทบดละเอียดกับอกไก่ฉีก: ต้มมันฝรั่ง แครอท และอกไก่จนเปื่อยยุ่ย จากนั้นนำไปปั่นรวมกันจนเป็นเนื้อครีมข้น ปรุงรสเพียงเล็กน้อยด้วยเกลือป่นปลายช้อน ให้พลังงานและคาร์โบไฮเดรตสูง ช่วยให้ลูกอิ่มท้องได้นาน
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติผสมกล้วยน้ำว้าบด: กล้วยน้ำว้ามีสารแทนนินที่ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารและช่องปาก นำมาบดละเอียดผสมกับโยเกิร์ตแช่เย็น ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีและกินง่ายกลืนคล่อง
สิ่งสำคัญที่ต้องหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้แผลอักเสบซ้ำ
นอกจากเรื่องของเมนูอาหารแล้ว พฤติกรรมการกินและประเภทอาหารบางชนิดก็สามารถทำให้อาการแย่ลงได้เช่นกัน
- หลีกเลี่ยงการใช้หลอดดูดน้ำ: ในรายที่มีแผลในปาก การใช้แรงดูดจากหลอดจะสร้างแรงดันในช่องปาก ซึ่งอาจทำให้ลิ่มเลือดที่กำลังปิดแผลหลุดออกและมีเลือดออกซ้ำได้ ควรเปลี่ยนมาใช้ช้อนตักป้อนหรือให้จิบจากแก้วโดยตรง
- เลี่ยงอาหารที่มีความกรอบหรือแห้ง: เช่น ขนมปังกรอบ คุกกี้ หรือถั่วต่างๆ เพราะเศษอาหารที่แข็งและแหลมคมอาจไปขูดขีดบาดแผลจนเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา
- งดผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูง: เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด และมะเขือเทศ แม้จะมีวิตามินสูงแต่ความเป็นกรดจะทำให้ลูกรู้สึกแสบร้อนแผลจนไม่อยากอาหารอีกเลย
อาการแบบไหนที่ต้องระวังและควรพาไปพบแพทย์โดยด่วน
ในระหว่างที่ดูแลเรื่องอาหาร หากพบว่าลูกมีอาการดังต่อไปนี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจและต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
- ลูกปฏิเสธการกินน้ำและอาหารทุกชนิดนานกว่า 24 ชั่วโมง จนเริ่มมีสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะสีเข้มจัด ปัสสาวะน้อยลง (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ปากแห้ง ผิวแห้ง และร้องไห้ไม่มีน้ำตา
- มีไข้สูงลอย หรือบ่นเจ็บแผลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้จะให้ยาแก้ปวดตามอาการแล้วก็ยังไม่ทุเลา
- บาดแผลมีลักษณะบวมแดงอักเสบมากขึ้น มีหนอง หรือมีเลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด
การปรับอาหารในช่วงที่ลูกรักเผชิญกับความเจ็บปวดจากบาดแผล อาจต้องอาศัยความอดทนและความใส่ใจเป็นพิเศษจากพ่อแม่ การเลือกเมนูที่นุ่มนวลและไม่กระตุ้นแผล จะช่วยให้ลูกผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างอบอุ่น ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน และกลับมาแข็งแรงร่าเริงได้เร็ววัน