ตื่นมาเจ็บคอ กลืนน้ำลายแทบไม่ไหว อาการแบบนี้ใช่แค่หวัดหรือเปล่า
เวลาตื่นนอนขึ้นมาแล้วรู้สึกเหมือนมีกระดาษทรายอยู่ในคอ กลืนน้ำลายทีไรก็เจ็บแปลบจนแทบไม่อยากกลืน หลายคนมักจะคิดว่าเป็นแค่ อาการเริ่มแรกของไข้หวัดธรรมดา พักผ่อนเดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าผ่านไปสักสองสามวันแล้วอาการไม่ดีขึ้น แถมเจ็บหนักกว่าเดิม ไข้พุ่งสูง และไม่มีอาการไอหรือน้ำูกไหลร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคอของคุณกำลังโดนผู้บุกรุกตัวร้ายเล่นงานแล้ว
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ด้วยอาการเจ็บคออยู่ทุกวัน อยากชวนมาทำความเข้าใจกับ โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย กันให้มากขึ้น เพราะโรคนี้มีความแตกต่างจากคออักเสบจากไวรัสค่อนข้างชัดเจน และที่สำคัญคือวิธีการรักษาไม่เหมือนกันเลย หากปล่อยไว้เรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้
แยกให้ออกระหว่างเชื้อไวรัสกับ โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ต่างกันตรงไหน
อาการเจ็บคอส่วนใหญ่กว่าแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์มักเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นกลุ่มอาการหวัดทั่วไปที่ร่างกายสามารถจัดการได้เองตามธรรมชาติ แต่สำหรับ โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะชนิดที่พบบ่อยที่สุดอย่างแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตคอคคัส (Streptococcus) จะมีความรุนแรงและมีลักษณะเฉพาะที่สังเกตได้ไม่ยาก
หากเป็นคออักเสบจากไวรัส มักจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ตาแดง ร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรีย มักจะมาแบบฉับพลันด้วยอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และจุดเด่นสำคัญคือต่อมทอนซิลจะบวมแดงมากจนเห็นได้ชัด บางคนมีหนองสีขาวหรือเหลืองเป็นจุดๆ เกาะอยู่บริเวณทอนซิล แต่ที่น่าสังเกตคือมักจะไม่มีอาการไอ
สัญญาณเตือนชัดๆ ที่บอกว่าคุณกำลังเผชิญกับ โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
เพื่อให้ทุกคนสังเกตอาการตัวเองและคนใกล้ตัวได้ง่ายขึ้น ลองเช็กลิสต์อาการเหล่านี้ดูว่าตรงกับที่คุณกำลังเป็นอยู่หรือเปล่า
- เจ็บคอมากอย่างรุนแรง กลืนน้ำลายหรืออาหารลำบากแม้แต่ของเหลว
- มีไข้สูงเฉียบพลัน บางครั้งหนาวสั่นร่วมด้วย
- ต่อมทอนซิลบวมแดงจัด และมีคราบหนองหรือจุดสีขาวปรากฏให้เห็น
- ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตและกดเจ็บเวลาสัมผัส
- มีกลิ่นปากแรงผิดปกติเนื่องจากมีการอักเสบและหนองในลำคอ
- ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือปวดท้อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
ทำไมถึงห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเมื่อเป็น โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมากคือ พอเจ็บคอหน่อยก็รีบหาซื้อยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะมากินเองทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะหากอาการเจ็บคอเกิดจากเชื้อไวรัส การกินยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้นเลยแม้แต่น้อย แถมยังเป็นการสร้างปัญหาเชื้อดื้อยาโดยไม่รู้ตัว
ในทางกลับกัน หากเป็น โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย จริงๆ การใช้ยาปฏิชีวนะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อกำหนดตัวยาและระยะเวลาในการกินที่เหมาะสม โดยทั่วไปแพทย์จะให้กินยาต่อเนื่องจนครบกำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นภายในสองถึงสามวันแรกแล้วก็ตาม เพื่อให้มั่นใจว่าเชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด ไม่หลงเหลือให้กลับมาเล่นงานซ้ำหรือลุกลามเป็นโรคแทรกซ้อน เช่น ไข้รูมาติก หรือโรคไตอักเสบตามมา
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นระหว่างรอไปพบแพทย์
ระหว่างที่รอมาตรวจวินิจฉัยที่คลินิกหรือโรงพยาบาล สามารถบรรเทาอาการทรมานในลำคอด้วยวิธีง่ายๆ เหล่านี้ได้
- ดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อให้ลำคอชุ่มชื้นและช่วยลดอาการระคายเคือง
- กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ วันละหลายๆ ครั้ง ช่วยลดการอักเสบและชะล้างสิ่งสกปรก
- เลือกกินอาหารอ่อนๆ ที่เคี้ยวง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปร้อนๆ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรือของทอดที่ระคายคอ
- พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายได้นำพลังงานไปต่อสู้กับเชื้อโรค
- งดการใช้เสียงชั่วคราวเพื่อให้เนื้อเยื่อในลำคอได้ฟื้นตัว
เมื่อไหร่ที่อาการเจ็บคอแบบนี้ต้องรีบไปหาหมอทันที
อาการเจ็บคอบางครั้งอาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะฉุกเฉินได้ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้านเด็ดขาด
- หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาอุดกั้นทางเดินหายใจ
- อ้าปากได้ลำบากมาก หรือกลืนน้ำลายตัวเองไม่ได้จนน้ำลายไหลย้อย
- คอแข็ง ขยับคอไม่ได้ หรือมีอาการบวมที่คออย่างเห็นได้ชัด
- มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวันโดยกินยาลดไข้แล้วอาการไม่ดีขึ้น
การเข้าใจความแตกต่างของอาการป่วยช่วยให้เราดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง หากสงสัยว่ากำลังเผชิญกับ โรคคออักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย การมาพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันและรับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับโรคย่อมปลอดภัยและหายเร็วกว่าการซื้อยากินเองแน่นอน