เวลาที่คนไข้มาปรึกษาผมด้วยอาการแปลกๆ เช่น วูบโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการชักเกร็ง หรือปวดหัวเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่เจอ หนึ่งในเครื่องมือตรวจวินิจฉัยที่หมอมักจะนึกถึงและแนะนำให้ทำเสมอคือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หลายคนพอได้ยินคำว่าตรวจสมองก็มักจะกังวลว่าจะเจ็บไหม หรืออันตรายหรือเปล่า วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังกันแบบสบายๆ ว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเพื่อประเมินความรุนแรงของอาการนั้นคืออะไร และช่วยเราไขปริศนาอะไรในสมองได้บ้าง
ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองคืออะไร ทำไมหมอถึงต้องส่งตรวจ?
พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด สมองของเราก็เหมือนกับศูนย์กลางกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ เซลล์สมองนับล้านล้านเซลล์สื่อสารกันด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนที่เราหลับ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า EEG (Electroencephalography) ก็คือการเอาแผ่นรับสัญญาณชิ้นเล็กๆ มาติดไว้ที่หนังศีรษะของเรา เพื่อคอยดึงสัญญาณไฟฟ้าที่สมองปล่อยออกมา แล้วแปลงออกมาเป็นกราฟเส้นหยักๆ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
หมอจะใช้การตรวจนี้เวลาที่ต้องการดูว่า คลื่นไฟฟ้าในสมองของคนไข้มีความผิดปกติอะไรซ่อนอยู่ไหม เช่น มีจุดไหนที่ไฟฟ้ารั่วไหลจนทำให้เกิดอาการชัก หรือมีบริเวณไหนที่การทำงานของสมองมันช้าลงกว่าปกติ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แหละครับที่จะช่วยบอกเราได้ว่าโรคที่เป็นอยู่นั้นมีความรุนแรงแค่ไหน
เช็กสัญญาณเตือนแบบไหนที่หมอจะส่งไปตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
ไม่ใช่ทุกคนที่ปวดหัวจะต้องมานอนติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนะครับ หมอจะพิจารณาตรวจก็ต่อเมื่อคนไข้มีอาการที่เข้าข่ายสงสัยว่าระบบไฟฟ้าในสมองอาจจะมีปัญหาจริงๆ เช่น
- อาการชักเกร็งโดยไม่รู้สาเหตุ: ไม่ว่าจะเป็นการชักแบบตาทั้งสองข้างลอย เกร็งกระตุกทั้งตัว หรือแม้แต่การเหม่อลอยจำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ
- ภาวะหมดสติหรือวูบ: เป็นลมหมดสติไปเฉยๆ โดยตรวจหัวใจแล้วปกติ หมอก็นต้องมาดูที่สมองนี่แหละครับว่าเกิดจากคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติหรือเปล่า
- มีปัญหาเรื่องความจำหรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว: ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการสับสน สมองทำงานถดถอยลงอย่างผิดปกติ การตรวจนี้ช่วยประเมินความรุนแรงของเนื้อสมองส่วนที่เสียหายได้
- อาการปวดหัวรุนแรงเรื้อรัง: บางเคสที่มีอาการปวดหัวร่วมกับมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ ร่วมด้วย
ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง เจ็บไหม น่ากลัวหรือเปล่า?
เรื่องนี้หมอขอเคลียร์ให้สบายใจเลยครับว่า การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองไม่มีความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่สมองแน่นอน ตัวเครื่องทำหน้าที่แค่รับสัญญาณไฟฟ้าที่สมองปล่อยออกมาตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
ตอนตรวจ เจ้าหน้าที่ประจำห้องตรวจจะเอาเจลหรือครีมสูตรพิเศษมาแต้มและติดขั้วไฟฟ้าชิ้นเล็กๆ ไว้ตามจุดต่างๆ บนศีรษะของเรา หน้าที่ของคนไข้มีแค่การนอนนิ่งๆ หลับตาตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ บางช่วงอาจจะมีให้ลืมตา มองแสงไฟกะพริบ หรือให้หายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อกระตุ้นให้สมองปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาให้เราเห็นชัดเจนขึ้น ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อยครับ
ผลตรวจที่ได้เอามาบอกความรุนแรงของโรคได้อย่างไร?
หลังจากที่เครื่องบันทึกกราฟออกมาแล้ว หน้าที่ของหมอคือการมานั่งแกะรอยดูว่า รูปแบบของคลื่นไฟฟ้าสมองมันปกติไหม ถ้าเจอคลื่นไฟฟ้าที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น มีคลื่นแหลมคมผิดที่ผิดเวลา หรือมีการทำงานที่ช้าลงในบางตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้แหละครับที่ใช้ประเมินความรุนแรงได้ว่า
- โรคที่เป็นมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน เช่น เป็นแค่กลุ่มอาการเริ่มต้น หรือมีการกระจายของกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติทั่วทั้งสมอง
- ช่วยบอกตำแหน่งที่เสียหายได้แม่นยำขึ้น ทำให้วางแผนการรักษาหรือปรับยาได้ตรงจุด
- ใช้ติดตามผลการรักษา ว่าหลังจากกินยาควบคุมอาการชักไปแล้ว คลื่นไฟฟ้าสมองกลับมาสงบลงดีขึ้นหรือยัง
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองจึงเปรียบเสมือนการส่องกล้องเข้าไปดูการทำงานเบื้องหลังของสมองเรา ช่วยให้หมอและคนไข้เข้าใจความรุนแรงของโรคได้ดีขึ้น และวางแผนดูแลรักษากันได้อย่างปลอดภัยครับ