ทำไมลูกถึงไอจนตัวเขียว? เข้าใจกลไกการขาดออกซิเจนในเด็ก
เสียงไอของลูกที่ดังระดมติดต่อกันจนลูกเริ่มหายใจไม่ทัน หน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มจนกลายเป็นสีคล้ำ ริมฝีปากที่เคยชมพูกลับกลายเป็นสีเขียวม่วง คือหนึ่งในสถานการณ์ที่สร้างความตกใจและหวาดกลัวให้กับคนเป็นพ่อแม่มากที่สุด
ในทางแพทย์ อาการไอร่วมกับภาวะตัวเขียวคล้ำ (Cyanosis) ไม่ใช่แค่เรื่องของการไอธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าระดับออกซิเจนในเลือดของลูกกำลังลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง กลไกเกิดจากเมื่อเด็กไอติดต่อกันเป็นชุดอย่างรุนแรง ลมในปอดจะถูกขับออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีช่วงจังหวะให้หายใจเอาอากาศใหม่เข้าไป ส่งผลให้ความดันในอกสูงขึ้น เลือดไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจได้น้อยลง และทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปาก ลิ้น เล็บมือ และเล็บเท้า
เกณฑ์การพิจารณาพบแพทย์ฉุกเฉินเมื่อเด็กมีอาการไอร่วมกับอาการเขียวคล้ำ
เมื่อไหร่ก็ตามที่อาการไอของลูกไม่ได้จบลงแค่การแคะคายคอ แต่เริ่มมีสัญญาณของระบบทางเดินหายใจล้มเหลว คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้เกณฑ์การพิจารณาพบแพทย์ฉุกเฉินทันที โดยไม่ต้องรอสังเกตอาการที่บ้าน ดังต่อไปนี้
- ริมฝีปาก ลิ้น หรือใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำหรือมัวม่วง: แม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะไอ แต่หากเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง ถือเป็นข้อบ่งชี้ฉุกเฉินที่ต้องได้รับการตรวจเช็กลมหายใจและระดับออกซิเจนทันที
- หายใจลำบากและมีอาการดึงรั้งของกล้ามเนื้อ: สังเกตเห็นปีกจมูกขยับบานกว้างเวลาหายใจ บริเวณซอกคอ บุ๋มลงไปลึก หรือชายโครงบุ๋มตามจังหวะการหายใจ แสดงว่าลูกกำลังใช้แรงอย่างมากในการดึงอากาศเข้าปอด
- มีเสียงหายใจผิดปกติ: เกิดเสียงหายใจวี้ด (Wheezing) หรือเสียงหายใจดังครืดคราดแหลมสูงขณะสูดลมหายใจเข้า (Stridor) ซึ่งบ่งบอกถึงการแคบลงของหลอดลมหรือกล่องเสียง
- อาการไอเป็นชุดจนหยุดไม่ได้และหน้าดำหน้าแดง: ไอติดต่อกัน 10-20 ครั้งโดยไม่มีจังหวะหายใจเข้า จนหน้าเริ่มเขียว หรือตามมาด้วยการอาเจียนพุ่งและมีเสียงสูดลมหายใจดังวู๊ป
- เด็กมีอาการซึมลง อ่อนแรง หรือไม่ตอบสนอง: หากลูกเริ่มดวงตาลอย ไม่สบตา ร้องไห้ไม่มีเสียง หรือดูหมดแรงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการไอ นี่คือภาวะวิกฤตที่สมองเริ่มได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
- สงสัยภาวะสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ: หากเด็กมีอาการไอขึ้นมาอย่างกะทันหันขณะกำลังกินอาหาร เลี้ยงขนม หรือเล่นของเล่นชิ้นเล็ก แล้วมีอาการหน้าเขียวคล้ำทันที
โรคยอดฮิตที่มักทำให้เกิดอาการไอร่วมกับภาวะตัวเขียว
อาการไอจนตัวเขียวเกิดได้จากหลายสาเหตุในระบบทางเดินหายใจของเด็ก ซึ่งโรคที่พบได้บ่อย ได้แก่
โรคไอกรน (Pertussis)
เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เด็กมีอาการไอติดต่อกันเป็นชุดยาว ๆ จนหายใจไม่ทัน หน้าดำหน้าแดง และริมฝีปากเขียวคล้ำ เมื่อไอเสร็จจะพยายามสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเสียงวู๊ป มักพบได้บ่อยและมีความรุนแรงสูงในเด็กเล็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ
กลุ่มโรคครูป (Croup)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้ทางเดินหายใจส่วนบนและกล่องเสียงบวม เด็กจะมีอาการไอเสียงห้าวเหมือนหมาเห่า (Barking cough) เสียงพูดหรือเสียงร้องไห้แหบ และหากหลอดลมบวมมาก จะทำให้หายใจลำบากจนเกิดภาวะตัวเขียวได้
โรคหลอดลมฝอยอักเสบจากเชื้อ RSV
พบได้บ่อยมากในเด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี เชื้อ RSV จะทำให้เกิดเสมหะเหนียวข้นจำนวนมากอุดกั้นในหลอดลมฝอย ส่งผลให้เด็กไอหนัก หายใจเร็วแรง มีเสียงวี้ด และเกิดภาวะขาดออกซิเจนจนปากเขียวได้ง่าย
ภาวะสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าทางเดินหายใจ
เศษอาหาร ของเล่นชิ้นเล็ก หรือเม็ดถั่ว ที่หลุดเข้าไปอุดหลอดลม จะขัดขวางการไหลเวียนของอากาศโดยสมบูรณ์ ทำให้เด็กไออย่างรุนแรงทันทีและตัวเขียวคล้ำอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่คุณพ่อแม่ควรทำทันทีเมื่อเห็นลูกไอจนเริ่มมีสีผิวเขียวคล้ำ
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า การตั้งสติและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องจะช่วยลดอันตรายต่อตัวเด็กได้มากที่สุด
- อุ้มลูกให้อยู่ในท่านั่งหรืออุ้มพาดบ่า: ห้ามนอนราบเด็ดขาด เพราะท่านั่งจะช่วยให้ปอดขยายตัวได้ดีที่สุดและช่วยให้ขับเสมหะได้ง่ายขึ้น
- ปลดเสื้อผ้าให้หลวม: คลายกระดุมเสื้อผ้าบริเวณคอและหน้าอก เพื่อไม่ให้มีสิ่งกดทับการเคลื่อนไหวของทรวงอก
- เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท: พาลูกไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์และถ่ายเทสะดวก
- ห้ามล้วงคอเด็ดขาด: หากสงสัยว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดคอ ห้ามใช้มือล้วงเข้าไปในปากโดยมองไม่เห็น เพราะอาจยิ่งดันสิ่งแปลกปลอมลงไปลึกกว่าเดิม หากเด็กยังไอได้ ให้เชียร์ให้ไอออกมา แต่หากเด็กไม่หายใจและหมดสติ ให้ทำการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนกระทุ้งหน้าท้อง (Heimlich Maneuver) หรือตบหลังในเด็กเล็ก
- รีบเดินทางไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669: หากพบว่าริมฝีปากเขียวไม่หาย หรือเด็กเริ่มซึมลง ให้รีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
การป้องกันและการรับมือเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย
ภาวะไอจนตัวเขียวในเด็กไม่ใช่เรื่องที่ควรรอสังเกตอาการที่บ้าน การขาดออกซิเจนเพียงไม่กี่นาทีอาจส่งผลกระทบต่อสมองและพัฒนาการของเด็กได้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคทางเดินหายใจตามวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริม เช่น วัคซีนไอกรน วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และการระมัดระวังเรื่องของเล่นชิ้นเล็ก ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
หากไม่แน่ใจในอาการของลูก หรือพบว่าลูกไอหนักจนดูเหนื่อยล้าผิดปกติ การพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กลมหายใจและฟังเสียงปอดคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อยเสมอ