หลายคนที่เพิ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วได้ผลเลือดกลับมา คงเคยใจหายวาบกับตัวเลขแปลกๆ ที่พุ่งสูงเกินเกณฑ์ โดยเฉพาะค่าการทำงานของตับ หรือที่หมอเรียกสั้นๆ ว่าค่าเอนไซม์ตับ บางคนถึงกับงงว่า ทั้งที่ไม่เคยดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงดี ทำไมผลตรวจถึงฟ้องว่าตับกำลังมีปัญหา วันนี้เรามาคุยกันสบายๆ แบบพี่น้องเล่าให้ฟังว่า ค่าที่ว่านี้มันคืออะไร และร่างกายกำลังพยายามบอกอะไรเรากันแน่
ทำความรู้จักตัวเลขเจ้าปัญหา ค่าเอนไซม์ตับคืออะไรกันแน่
เวลาที่เราเจาะเลือดตรวจตับ แพทย์มักจะดูค่าหลักๆ อยู่สองตัว คือ AST และ ALT สองตัวนี้เปรียบเสมือนคนงานที่อยู่ในเซลล์ตับครับ หน้าที่ปกติคือช่วยจัดการสารอาหารและพลังงานในร่างกาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เซลล์ตับเริ่มอักเสบ บวม หรือได้รับความเสียหาย เจ้าคนงานเหล่านี้ก็จะหลุดรอดออกมาลอยอยู่ในกระแสเลือด ยิ่งเซลล์ตับพังมากเท่าไหร่ ตัวเลขในผลเลือดก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนว่าตับของเรากำลังร้องขอความช่วยเหลือ
ไม่ใช่แค่เรื่องเหล้า สาเหตุจริงๆ ที่ทำให้ตับทำงานหนัก
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า ตับพังหรือเอนไซม์สูงต้องเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงห้องตรวจของหมอพบคนไข้ที่ไม่แตะแอลกอฮอล์เลยแต่ค่าตับสูงบ่อยมาก สาเหตุส่วนใหญ่ในยุคนี้หนีไม่พ้นเรื่องใกล้ตัว ดังนี้ครับ
- ภาวะไขมันพอกตับ: เกิดจากการกินอาหารรสหวาน ของทอด แป้ง และน้ำตาลเกินความจำเป็น จนไขมันเข้าไปแทรกในเนื้อตับ
- ยา อาหารเสริม และสมุนไพรบางชนิด: ตับมีหน้าที่กรองสารพิษ หากกินยาแก้ปวดบางตัวติดต่อกันนานเกินไป หรือกินสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน ตับจะต้องทำงานหนักจนเกิดการอักเสบ
- ไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง: โดยเฉพาะชนิดบีและซี ที่บางคนเป็นพาหะโดยไม่รู้ตัวมาหลายปี
- โรคอ้วนและกลุ่มอาการเมตาบอลิก: น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ส่งผลโดยตรงต่อการสะสมไขมันในตับ
เช็กตัวเองด่วน อาการแบบนี้ตับอาจกำลังส่งเสียงเตือน
ความน่ากลัวของโรคตับคือ ในระยะแรกมักจะไม่มีอาการเตือนใดๆ เลย เรายังคงใช้ชีวิต กินนอนทำงานได้ตามปกติ จนกว่าตับจะเสียหายไปมากแล้วถึงจะเริ่มแสดงอาการออกมา ถ้าคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด
- อ่อนเพลียเรื้อรัง: นอนเท่าไหร่ก็รู้สึกไม่สดชื่น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- จุกแน่นชายโครงขวา: รู้สึกอึดอัดบริเวณท้องด้านบนขวา เหมือนมีอะไรมาเบียด
- ตัวเหลืองตาเหลือง: อาการนี้ถือว่าตับเริ่มทำงานล้มเหลวค่อนข้างมากแล้ว
- ปัสสาวะสีเข้มอุจจาระซีด: เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนจากระบบทางเดินน้ำดีและตับ
ตรวจเจอแล้วต้องทำอย่างไรต่อ แนวทางดูแลรักษาจากแพทย์
เมื่อผลตรวจบอกว่าเอนไซม์ตับสูง สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติและหาสาเหตุที่แท้จริง แพทย์อาจนัดเจาะเลือดซ้ำ ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือทำการอัลตราซาวด์ช่องท้องเพื่อดูเนื้อตับและไขมันพอกตับ การรักษาจะไม่ได้เน้นที่การกินยาเพื่อลดค่าตับลงอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เช่น การลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ฟื้นฟูตับให้กลับมาแข็งแรง
ข่าวดีคือ ตับเป็นอวัยวะที่มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูงมาก หากเราหยุดปัจจัยทำลายและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ตับก็จะค่อยๆ กลับมาทำงานได้เป็นปกติ
- เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผักผลไม้ โปรตีนไขมันต่ำ และลดแป้งขัดขาว น้ำหวาน รวมถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกายและลดปริมาณไขมันที่พอกตับ
- ระวังเรื่องยาและอาหารเสริม: ก่อนจะกินอะไรเข้าไป ลองปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ามีผลต่อตับหรือไม่
- ตรวจสุขภาพติดตามผล: หลังจากปรับพฤติกรรมแล้ว ควรเจาะเลือดซ้ำตามที่แพทย์นัดเพื่อดูว่าแนวโน้มของค่าตับดีขึ้นหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว ผลตรวจเอนไซม์ตับที่สูงขึ้น ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจนต้องตื่นตระหนก แต่เป็นโอกาสดีที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือนให้เราหันมาใส่ใจดูแลตัวเองก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามครับ