หลายคนมักมองข้ามอาการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ โดยคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการออฟฟิศซินโดรมธรรมดาจากการทำงานหนักหรือนอนตกหมอน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการปวดนั้นเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เริ่มมีอาการชาลามลงไปที่แขน ไปจนถึงปลายนิ้วมือ หรือในบางรายอาจรู้สึกว่ามือไม้เริ่มอ่อนแรง หยิบจับแก้วน้ำหรือของชิ้นเล็กๆ แล้วหลุดมือบ่อยครั้ง อาการแสดงเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบทั่วไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอตีบแคบ ซึ่งเป็นโรคที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
ทำความเข้าใจกับช่องไขสันหลังที่แคบลง: เกิดอะไรขึ้นที่บริเวณลำคอของเรา?
กระดูกสันหลังส่วนคอประกอบด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆ ต่อกันเป็นข้อๆ โดยตรงกลางของกระดูกแต่ละข้อจะมีช่องกลวงทะลุถึงกันเป็นแนวยาว เพื่อเป็นทางผ่านของไขสันหลังและเส้นประสาทที่ส่งตรงมาจากสมอง ภาวะกระดูกสันหลังส่วนคอตีบแคบคือการที่ช่องทางผ่านนี้แคบลงกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการเบียดทับหรือกดทับไขสันหลังและรากประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณแขนและมือ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองนึกถึงท่อน้ำที่มีสายไฟวิ่งผ่านอยู่ภายใน เมื่อเวลาผ่านไป ท่อน้ำเริ่มมีตะกรันเกาะหนาขึ้น หรือโครงสร้างท่อบิดเบี้ยวจนไปเบียดเบียดสายไฟที่อยู่ข้างใน สายไฟนั้นก็จะไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าได้อย่างเต็มที่จนเกิดอาการติดๆ ดับๆ ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเส้นประสาทและไขสันหลังถูกกดทับ การส่งสัญญาณประสาทเพื่อสั่งการกล้ามเนื้อและรับความรู้สึกจึงทำงานผิดปกติไป
เช็กอาการเตือน: สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าเส้นประสาทและไขสันหลังกำลังถูกกดทับ?
อาการของภาวะนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไปและเริ่มแสดงออกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยสามารถแบ่งกลุ่มอาการหลักๆ ออกได้เป็นสองลักษณะตามส่วนที่ถูกกดทับดังนี้
กลุ่มอาการจากการกดทับรากประสาท
เกิดขึ้นเมื่อช่องทางออกของเส้นประสาทเฉพาะจุดถูกเบียดแคบลง มักมีอาการดังต่อไปนี้
- อาการปวดร้าว: มีอาการปวดจากบริเวณลำคอร้าวลงไปที่สะบัก ไหล่ ต้นแขน หรือยาวลงไปจนถึงปลายมือ
- อาการชาและรู้สึกเหมือนเข็มจิ้ม: มีความรู้สึกซ่าๆ ชา หรือเหมือนมีมดไต่บริเวณแขนหรือนิ้วมือ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉพาะจุด: แขนหรือมือข้างที่เส้นประสาทถูกกดทับเริ่มไม่มีแรง ยกแขนได้ลำบากขึ้น
กลุ่มอาการจากการกดทับไขสันหลัง
ถือเป็นกลุ่มอาการที่ค่อนข้างรุนแรงเนื่องจากไขสันหลังเป็นส่วนกลางของระบบประสาท หากถูกกดทับเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดความเสียหายถาวรได้ สังเกตได้จาก
- สูญเสียทักษะการใช้มือที่ละเอียดอ่อน: เริ่มมีปัญหาในการติดกระดุมเสื้อ การเขียนหนังสือ การจับช้อนส้อม หรือหยิบเหรียญ
- การทรงตัวและการเดินผิดปกติ: เดินเซ รู้สึกเหมือนก้าวขาไม่ออก หรือรู้สึกเหมือนเดินอยู่บนพื้นนุ่มๆ คล้ายสำลีตลอดเวลา
- ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ: ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีปัญหาเรื่องการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
สาเหตุที่ทำให้กระดูกคอเสื่อมและตีบแคบ: ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุที่มากขึ้น
แม้ว่าความเสื่อมตามวัยจะเป็นปัจจัยหลักที่หลีกเลี่ยงยาก แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วยที่ทำให้ช่องไขสันหลังแคบลงอย่างรวดเร็ว
- การเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูก: เมื่ออายุมากขึ้น หมอนรองกระดูกคอจะสูญเสียน้ำและคอลลาเจน ทำให้เตี้ยลงและโป่งนูนออกมาทางด้านหลังไปเบียดช่องไขสันหลัง
- การก่อตัวของกระดูกงอก: ร่างกายพยายามสร้างกระดูกใหม่รอบๆ ข้อต่อเพื่อเพิ่มความมั่นคง แต่กระดูกที่งอกขึ้นมาใหม่นี้มักจะยื่นเข้าไปในช่องไขสันหลังแทน
- เส้นเอ็นหนาตัวและขาดความยืดหยุ่น: เส้นเอ็นที่คอยยึดกระดูกสันหลังไว้ด้วยกันอาจมีความหนาตัวแข็งเกร็งขึ้นตามอายุจนไปเบียดพื้นที่ในช่องไขสันหลัง
- พฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน: การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ระดับสายตา หรือการเกร็งคอในท่าเดิมซ้ำๆ ล้วนเร่งให้เกิดความเสื่อมของกระดูกคอเร็วขึ้น
วิธีดูแลรักษา: ตั้งแต่ปรับพฤติกรรม ยา กายภาพ ไปจนถึงการผ่าตัด
การวางแผนรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและระดับของการกดทับเส้นประสาท โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาจากวิธีที่นุ่มนวลและส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยที่สุดก่อน
1. การรักษาโดยไม่ผ่าตัด (สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการคงที่และไม่รุนแรง)
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: จัดระเบียบร่างกายในการทำงานและการนอนหลีกเลี่ยงการก้มหรือแหงนคอเป็นเวลานานๆ
- การรักษาด้วยยา: การใช้ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบำรุงเส้นประสาทเพื่อช่วยลดอาการปวดและชา
- การทำกายภาพบำบัด: การดึงคออย่างถูกวิธีโดยนักกายภาพบำบัดร่วมกับการบริหารกล้ามเนื้อรอบคอและสะบักเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดแรงกดทับที่กระดูกคอ
- การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าช่องไขสันหลัง: เพื่อช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดร้าวลงแขนในระยะสั้นถึงปานกลาง
2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล)
หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เดินเซ หรืออาการปวดส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อขยายช่องไขสันหลังและลดแรงกดทับของเส้นประสาท ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดแผลเล็กและการผ่าตัดผ่านกล้องที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วและเจ็บแผลน้อยลงกว่าในอดีตมาก
วิธีดูแลตัวเองเพื่อชะลอความเสื่อมและป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม
การป้องกันและดูแลโครงสร้างกระดูกคอตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- จัดระดับสายตาให้เหมาะสมกับการทำงาน: ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์และเก้าอี้ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี ไม่ต้องก้มหน้าหรือแหงนคอ
- ปรับเปลี่ยนท่าทางทุกๆ 1 ชั่วโมง: ลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสาย และขยับคอเบาๆ เพื่อลดการสะสมความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ
- เลือกหมอนหนุนคอที่พอดี: หมอนไม่ควรสูงหรือเตี้ยจนเกินไป ควรเลือกหมอนที่รองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้อย่างเป็นธรรมชาติทั้งในท่านอนหงายและนอนตะแคง
- งดพฤติกรรมสะบัดคอหรือดัดคอ: การสะบัดคอแรงๆ อาจทำให้เกิดการกระแทกและเร่งการเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลังให้เร็วขึ้น
หากเริ่มมีอาการปวดคอเรื้อรังที่ร่วมกับอาการชา หรือรู้สึกว่ามือไม้อ่อนแรงอย่างผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด การตรวจเจอและรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจะช่วยป้องกันความเสียหายถาวรของระบบประสาท และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง