ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อ “เอนเทอโรไวรัส” มาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังจะมีเจ้าตัวน้อย หรือมีลูกเล็กอยู่ในบ้าน ไวรัสกลุ่มนี้อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำให้หลายคนกังวลใจ เพราะแม้ในผู้ใหญ่หรือเด็กโตมักไม่ก่ออาการรุนแรง แต่สำหรับทารกแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกของชีวิต เอนเทอโรไวรัสอาจเป็นอันตรายถึงขั้นรุนแรงได้ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันให้มากขึ้น เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจและทันท่วงที

เอนเทอโรไวรัสคืออะไร? ทำไมคุณพ่อคุณแม่ควรรู้จัก

เอนเทอโรไวรัสเป็นกลุ่มของไวรัสที่พบบ่อยมากในมนุษย์ มีอยู่หลายชนิดย่อยๆ ที่รู้จักกันดี เช่น ค็อกแซคกี้ไวรัส (Coxsackievirus) และเอคโคไวรัส (Echovirus) ไวรัสกลุ่มนี้มักอาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา และสามารถแพร่กระจายผ่านอุจจาระ น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจได้

ในเด็กโตและผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรืออาจมีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ มีผื่น หรือท้องเสียเล็กน้อย แต่สำหรับทารกแรกเกิด ร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงพอและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อไวรัสนี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายได้

ลูกน้อยติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสได้อย่างไร?

การติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสในทารกแรกเกิดมีได้หลายช่องทาง:

  • จากแม่สู่ลูก: คุณแม่ที่ติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสในช่วงใกล้คลอด อาจส่งผ่านเชื้อไปยังลูกน้อยได้ในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอด หรือแม้กระทั่งหลังคลอดผ่านการสัมผัสใกล้ชิด
  • หลังคลอด: การติดเชื้อในระยะหลังคลอดมักเกิดจากการสัมผัสกับเชื้อจากบุคคลภายนอกที่อาจเป็นพาหะของโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีการรวมกลุ่มของผู้คน เช่น โรงพยาบาล หรือในครอบครัวที่มีเด็กโตที่อาจติดเชื้อแล้วนำกลับมาแพร่ให้ทารกผ่านมือที่ไม่สะอาด หรือของใช้ที่ปนเปื้อน

สังเกตอย่างไร? ลูกน้อยมีไข้ ไอ ซึม หรือมีผื่น

อาการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสในทารกแรกเกิดนั้นอาจเริ่มจากอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง ทำให้ยากต่อการแยกแยะจากโรคติดเชื้ออื่นๆ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษหากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้

อาการที่มักจะมาเป็นอันดับแรกๆ

  • ไข้: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดและเป็นสัญญาณสำคัญที่ต้องระวังในทารกแรกเกิด
  • เบื่ออาหาร/ดูดนมน้อยลง: ทารกอาจดูดนมได้ไม่ดี งอแง หรือซึมลง
  • งอแงผิดปกติ/หงุดหงิดง่าย: ทารกอาจร้องไห้ไม่หยุด หรือดูไม่มีความสุขผิดจากปกติ
  • ซึมลง: ลูกอาจนอนหลับมากกว่าปกติ ปลุกตื่นยาก หรือดูไม่ค่อยตื่นตัว

สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าต้องรีบไปหาหมอ

เมื่อเอนเทอโรไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดและอวัยวะต่างๆ อาการจะเริ่มรุนแรงขึ้น และต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน:

  • ผื่น: อาจมีผื่นขึ้นตามตัว หรือมีจุดเลือดออกเล็กๆ
  • หายใจลำบาก/หายใจเร็ว: มีอาการหอบเหนื่อย ซี่โครงบุ๋ม จมูกบาน
  • ตัวเขียว: ปลายมือ ปลายเท้า หรือริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำ
  • ชักกระตุก: เป็นสัญญาณของความผิดปกติทางระบบประสาท
  • ตัวเหลืองผิดปกติ: อาจบ่งชี้ถึงปัญหาตับ
  • หัวใจเต้นผิดปกติ: หัวใจเต้นเร็วมาก หรืออ่อนแรง
  • ถ่ายเหลวมาก: หรือมีลักษณะผิดปกติ
  • อาการช็อก: ตัวเย็น เหงื่อออก ซึมมาก ไม่ตอบสนอง

ทำไมเอนเทอโรไวรัสถึงอันตรายเป็นพิเศษกับทารกแรกเกิด?

ทารกแรกเกิดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากเอนเทอโรไวรัส เนื่องจาก:

  • ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์: ทารกมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่
  • เชื้อแพร่กระจายเร็ว: เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ทารกจะติดเชื้อในกระแสเลือด (viremia) และไวรัสสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น หัวใจ ตับ สมอง และเยื่อหุ้มสมอง
  • ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง: สามารถนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ตับอักเสบ (hepatitis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis) หรือสมองอักเสบ (encephalitis) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตได้

คุณหมอจะวินิจฉัยได้อย่างไรว่าลูกเป็นเอนเทอโรไวรัส?

การวินิจฉัยจะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากสงสัย คุณหมออาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อและประเมินความรุนแรงของโรค เช่น:

  • การตรวจเลือด: เพื่อดูค่าการอักเสบหรือความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ
  • การตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่ง: อาจมีการเก็บตัวอย่างจากอุจจาระ ลำคอ หรือน้ำไขสันหลังไปตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นวิธีที่แม่นยำและรวดเร็ว
  • การตรวจอื่นๆ: เช่น การอัลตราซาวนด์หัวใจ หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หากสงสัยว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

เมื่อลูกเป็นแล้ว... คุณหมอจะดูแลรักษาอย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดใดที่จำเพาะเจาะจงกับเชื้อเอนเทอโรไวรัสโดยตรง ดังนั้น การรักษาหลักคือการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และดูแลภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น:

  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือด: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย
  • การให้ยาแก้ไข้: เพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
  • การดูแลระบบทางเดินหายใจ: หากทารกมีปัญหาการหายใจ อาจต้องให้ออกซิเจน หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อน: เช่น หากมีการอักเสบของหัวใจ ตับ หรือสมอง คุณหมอจะให้การรักษาตามอาการและประเมินภาวะต่างๆ อย่างใกล้ชิด
  • ในบางกรณีรุนแรง: คุณหมออาจพิจารณาให้ยาอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Immunoglobulin หรือ IVIG) เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันและช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ

ทารกที่ติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสและมีอาการรุนแรงมักจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาล

ปกป้องลูกน้อยจากเอนเทอโรไวรัส: คุณพ่อคุณแม่ทำอะไรได้บ้าง?

การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในทารกแรกเกิด:

  • ล้างมือบ่อยๆ: เป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด คุณพ่อคุณแม่และทุกคนที่สัมผัสทารกควรล้างมือด้วยสบู่และน้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนสัมผัสทารก หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และหลังเข้าห้องน้ำ
  • รักษาความสะอาดของสิ่งของ: ทำความสะอาดของเล่น ขวดนม หรือพื้นผิวที่อาจมีการปนเปื้อนเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย: หากมีบุคคลในบ้านมีอาการเจ็บป่วย เช่น เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับทารก และควรสวมหน้ากากอนามัย
  • การให้นมแม่: นมแม่มีสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อต่างๆ ได้
  • จำกัดการเยี่ยมเยียน: ในช่วงเดือนแรกๆ ของชีวิตทารก ควรจำกัดจำนวนผู้มาเยี่ยมเยียน และขอให้ผู้มาเยี่ยมล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสทารก

เมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกน้อยไปหาหมอ?

โดยสรุปคือ "ทารกแรกเกิดที่มีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส หรือมีอาการผิดปกติใดๆ แม้เพียงเล็กน้อย เช่น ซึมลง ดูดนมน้อยลง งอแงผิดปกติ ผื่นขึ้น ตัวเหลือง หรือหายใจลำบาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรรีรอที่จะพาลูกน้อยไปพบแพทย์ทันที" เพราะในทารกเล็กอาการอาจดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และการรักษาที่รวดเร็วคือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

การดูแลทารกแรกเกิดนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อย ก็จะสามารถรับมือและดูแลลูกรักให้เติบโตอย่างแข็งแรงปลอดภัยได้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down