หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกวัยรุ่นเข้ามาปรึกษาหมอด้วยความกังวลใจ เพราะเห็นเพื่อนในชั้นเรียนของลูกเริ่มสูงใหญ่ มีเสียงหนุ่ม หรือเริ่มมีสรีระที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ในขณะที่ลูกของตัวเองยังคงดูเหมือนเด็กประถม ตัวเล็ก และยังไม่มีสัญญาณของการเจริญเติบโตทางเพศเลย ความแตกต่างนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่องของร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจและความมั่นใจของเด็กอย่างมาก การเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาวที่ช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันนี้ อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะการเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ ที่ควรได้รับความเข้าใจและการดูแลอย่างถูกต้อง
ลูกโตช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกัน แบบไหนที่เรียกว่าเข้าข่าย "ภาวะการเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ"
การเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนอาจมีจังหวะเวลาที่แตกต่างกัน แต่ในทางการแพทย์มีเกณฑ์อายุที่ใช้สังเกตเพื่อประเมินภาวะนี้อย่างชัดเจน โดยแบ่งตามเพศได้ดังนี้
- เด็กผู้หญิง: หากอายุ 13 ปีแล้วยังไม่มีการพัฒนาของเต้านม หรืออายุ 15 ปีแล้วยังไม่มีประจำเดือนครั้งแรก ถือว่าเข้าข่ายภาวะนี้
- เด็กผู้ชาย: หากอายุ 14 ปีแล้ว ขนาดของอัณฑะยังไม่มีการขยายตัว หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางเพศขั้นที่สอง เช่น ไม่มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศหรือรักแร้ เสียงยังไม่เปลี่ยน
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กบางคนโตช้ากว่าวัย
ภาวะการเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ซึ่งหมอพบได้บ่อยตามลักษณะดังต่อไปนี้
1. กลุ่มโตช้าตามธรรมชาติ (Constitutional Delay of Growth and Puberty)
สาเหตุนี้พบได้บ่อยที่สุด เด็กในกลุ่มนี้ร่างกายสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ฮอร์โมนปกติ เพียงแต่ระบบนาฬิกาชีวภาพในร่างกายโตช้ากว่าคนอื่น มักพบประวัติในครอบครัวว่าคุณพ่อหรือคุณแม่เคยเป็นเด็กโตช้ามาก่อน เช่น พ่อเคยตัวเล็กที่สุดในห้องแล้วมาสูงพุ่งพรวดช่วงเรียนมัธยมปลาย เด็กกลุ่มนี้จะค่อยๆ เจริญเติบโตและเข้าสู่วัยหนุ่มสาวได้เองในที่สุดเมื่อถึงเวลาของเขา
2. ปัญหาสุขภาพเรื้อรังและภาวะโภชนาการ
ร่างกายต้องการพลังงานสารอาหารที่เพียงพอเพื่อใช้นำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสรีระ หากเด็กมีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือแม้กระทั่งเด็กที่ออกกำลังกายหักโหมเกินไปและได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ร่างกายจะเลือกประหยัดพลังงานโดยการชะลอการเจริญเติบโตทางเพศไว้ก่อน
3. ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนและพันธุกรรม
เป็นกลุ่มที่พบได้น้อยกว่า แต่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง เกิดจากการที่สมองส่วนต่อมใต้สมองไม่ส่งสัญญาณฮอร์โมนมากระตุ้นรังไข่หรืออัณฑะ หรือตัวรังไข่และอัณฑะเองมีความผิดปกติไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ในเด็กหญิง หรือกลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ในเด็กชาย
สังเกตอย่างไรว่าลูกเริ่มมีภาวะนี้?
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูกเป็นสิ่งสำคัญ นอกเหนือจากเรื่องของอายุแล้ว สัญญาณเตือนที่หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตดู ได้แก่
- อัตราการเพิ่มความสูงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเพื่อนในวัยเดียวกัน
- เด็กผู้ชายไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ ไม่มีความสูงที่เพิ่มขึ้นแบบพุ่งพรวดในช่วงวัยรุ่น
- เด็กผู้หญิงไม่มีสรีระทางเพศที่ชัดเจนตามวัย เช่น เต้านมไม่ขยาย สะโพกไม่ผาย
- สภาพจิตใจของลูกเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มกังวล วิตกวิจารณ์สรีระของตนเอง รู้สึกโดดเดี่ยวหรือโดนล้อเลียน
พาเด็กไปพบแพทย์ หมอจะมีวิธีตรวจวินิจฉัยอย่างไร
เมื่อมาพบหมอ หมอไม่ได้สั่งเจาะเลือดหรือรักษาทันที แต่จะเริ่มจากการพูดคุย ซักประวัติการเจริญเติบโตในครอบครัวอย่างละเอียด และทำการตรวจร่างกายตามขั้นตอนมาตรฐาน
- การประเมินอายุกระดูก (Bone Age): หมอจะส่งถ่ายภาพเอกซเรย์มือและข้อมือซ้าย เพื่อดูการปิดของหัวกระดูก ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าอายุกระดูกของเด็กเท่ากับอายุจริงหรือไม่ ในกลุ่มเด็กที่โตช้าตามธรรมชาติ อายุกระดูกมักจะล่าช้ากว่าอายุจริง
- การตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน: ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศและฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง รวมถึงต่อมไทรอยด์ เพื่อหาสาเหตุว่ามีความซ่อนเร้นของโรคฮอร์โมนหรือไม่
- การตรวจทางพันธุกรรมหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์: ทำในกรณีที่สงสัยความผิดปกติเฉพาะทาง เพื่อยืนยันการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
วิธีรักษาและดูแลเด็กที่มีภาวะการเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบเป็นหลัก หากเป็นกลุ่มที่โตช้าตามธรรมชาติและเด็กไม่ได้มีปัญหาความเครียดสะสม หมออาจแนะนำให้เฝ้าระวังและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้วเด็กจะสามารถเติบโตได้ตามปกติเมื่อถึงเวลา
แต่หากพบว่าภาวะนี้สร้างความบั่นทอนจิตใจแก่เด็กอย่างมาก หรือตรวจพบความผิดปกติของฮอร์โมนอย่างชัดเจน การให้ฮอร์โมนเพศทดแทนในระยะเวลาสั้นๆ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์เฉพาะทางโรคระบบต่อมไร้ท่อในเด็ก จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเริ่มพัฒนาตามขั้นตอนธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย
สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากการรักษาทางกาย คือการดูแลหัวใจของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัย พูดคุยให้ลูกเข้าใจว่าร่างกายของแต่ละคนมีจังหวะการโตที่ไม่เท่ากัน ไม่ใช่ความผิดของลูก และหากพบสัญญาณเตือน อย่าลังเลที่จะพามาปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ