รู้จักกับภาวะที่ภูมิต้านทานร่างกาย หันกลับมาโจมตีตับตัวเอง
เวลาที่พูดถึงโรคตับอักเสบ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการดื่มสุราอย่างหนัก หรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่ดูแลตัวเองอย่างดี ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีเชื้อไวรัสในร่างกาย แต่กลับตรวจพบว่าตับมีอาการอักเสบอย่างรุนแรง ภาวะนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดพลาด ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ระบบภูมิคุ้มกันของเราเปรียบเสมือนทหารที่คอยปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม เช่น ไวรัส หรือแบคทีเรีย แต่ในรายที่เป็นโรคนี้ ทหารเหล่านั้นเกิดความสับสนจำสลับกัน คิดว่าเซลล์ตับที่เป็นปกติคือผู้บุกรุก จึงตรงเข้าจู่โจมและทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เนื้อเยื่อตับที่ดีจะถูกแทนที่ด้วยพังผืด จนกลายเป็นโรคตับแข็งและตับวายในที่สุด
ทำไมจู่ๆ ภูมิคุ้มกันของเราถึงเพี้ยนไปทำลายตับ?
จนถึงทุกวันนี้ ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ว่าอะไรคือตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเพี้ยนไป แต่จากข้อมูลการรักษาพบว่ามีปัจจัยร่วมหลายอย่างที่อาจเกี่ยวข้อง ดังนี้
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง มีโอกาสที่จะเกิดภาวะนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
- เพศและอายุ: โรคนี้พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- สิ่งแวดล้อมและสารเคมี: การได้รับสารเคมีบางชนิด ยารักษาโรคบางประเภท หรือแม้กระทั่งการติดเชื้อไวรัสบางตัวในอดีต อาจเป็นตัวจุดชนวนให้ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มทำงานผิดปกติ
- โรคภูมิแพ้ตัวเองอื่นๆ: ผู้ป่วยมักมีโรคในกลุ่มพุ่มพวง (SLE) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคต่อมไทรอยด์อักเสบร่วมด้วย
สังเกตสัญญาณเตือน เมื่อตับเริ่มส่งสัญญาณประท้วง
ความน่ากลัวของภาวะตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเองคือ ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย หรือมีอาการที่คล้ายกับโรคทั่วไป ทำให้หลายคนมองข้ามไป กว่าจะตรวจพบก็เข้าสู่ระยะที่ตับเสียหายไปมากแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หากร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
อาการอ่อนเพลียเรื้อรังที่หาสาเหตุไม่ได้
ผู้ป่วยมักรู้สึกเหนื่อยง่าย หมดแรง แม้ว่าจะพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ตับต้องทำงานหนักเพื่อซ่อมแซมตัวเองจากการถูกทำลาย
ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือมีอาการดีซ่าน
เมื่อเซลล์ตับอักเสบจนไม่สามารถขับสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ออกจากร่างกายได้ตามปกติ สารนี้จะสะสมในร่างกายจนทำให้ผิวและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด และอาจมีอาการคันตามผิวหนังร่วมด้วย
อาการปวดข้อและปวดกล้ามเนื้อ
เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ผู้ป่วยหลายคนจึงมีอาการปวดตึงตามข้อต่อต่างๆ คล้ายกับคนที่เป็นโรคข้ออักเสบ โดยมักเป็นกระจัดกระจายหลายๆ ข้อพร้อมกัน
หมอตรวจและวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไรบ้าง
เนื่องจากอาการของโรคนี้มีความคาบเกี่ยวกับโรคตับชนิดอื่นๆ การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยขั้นตอนที่ละเอียดถี่ถ้วน โดยแพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย และขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้
ขั้นแรกคือการตรวจเลือดเพื่อดูค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test) หากพบว่าค่าเอนไซม์ตับ (AST และ ALT) สูงกว่าปกติอย่างมาก แพทย์จะทำการตรวจหาโปรตีนภูมิคุ้มกันเฉพาะที่มักพบในโรคนี้ เช่น การตรวจหาแอนติบอดีชนิด ANA (Antinuclear Antibody) หรือ ASMA (Anti-Smooth Muscle Antibody)
ขั้นตอนสุดท้ายที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำที่สุดคือ การเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy) โดยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนังเพื่อนำตัวอย่างเนื้อเยื่อตับชิ้นเล็กๆ ไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ วิธีนี้จะช่วยบอกได้ทันทีว่ามีการอักเสบจากภูมิคุ้มกันจริงหรือไม่ และตับได้รับความเสียหายจนเกิดพังผืดไปมากน้อยเพียงใด
วิธีรักษาและดูแลตัวเอง เพื่อกู้คืนสุขภาพตับให้กลับมาแข็งแรง
แม้ว่าภาวะตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเองจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในพริบตา แต่การรักษาในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมากจนช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และป้องกันไม่ให้ตับกลายเป็นตับแข็งได้
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการ กด หรือ ปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่สับสนให้กลับมาทำงานเป็นปกติ ยาหลักที่แพทย์เลือกใช้จึงเป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ซึ่งช่วยลดการอักเสบของตับได้อย่างรวดเร็ว เมื่ออาการเริ่มคงที่ แพทย์มักจะจ่ายยากดภูมิคุ้มกันชนิดอื่นร่วมด้วยเพื่อลดปริมาณการใช้ยาสเตียรอยด์ลง ป้องกันผลข้างเคียงในระยะยาว
นอกจากการทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว การดูแลตัวเองของผู้ป่วยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
- หลีกเลี่ยงยาสมุนไพรและอาหารเสริมที่ไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน: เนื่องจากสารเคมีทุกชนิดต้องผ่านการกรองที่ตับ การทานยาสมุนไพรหรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจยิ่งเพิ่มภาระให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้น
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด: เพราะแอลกอฮอล์คือสารพิษโดยตรงต่อเซลล์ตับที่กำลังอ่อนแอ
- ทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม: เน้นอาหารที่ย่อยง่าย ลดของมัน ของทอด เพื่อป้องกันภาวะไขมันพอกตับแทรกซ้อน
หัวใจสำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยโรคนี้คือความสม่ำเสมอ การเข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดติดตามอาการอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยให้ตับของคุณกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างยาวนานและปลอดภัย