คุณพ่อคุณแม่เคยรู้สึกไหมว่า ลูกวัยเตาะแตะเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น พอหายป่วยไม่ทันไรก็กลับมาไอ จาม มีน้ำมูก เป็นไข้ซ้ำอีกแล้ว ยิ่งช่วงวัย 1-3 ขวบดูเหมือนจะป่วยเก่งเป็นพิเศษจนบางทีก็อดกังวลไม่ได้ว่า “ลูกเราเป็นอะไรผิดปกติหรือเปล่า ทำไมถึงเป็นหวัดบ่อยขนาดนี้”
ในฐานะคุณหมอที่ดูแลเด็กเล็กมานาน เข้าใจดีว่าความกังวลใจเหล่านี้เป็นเรื่องปกติมากๆ เพราะการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำซากเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่พบบ่อยสุดๆ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบสบายๆ ให้เข้าใจว่าทำไมลูกน้อยถึงเป็นหวัดบ่อย และเราจะดูแลเจ้าตัวเล็กของเราได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรงพร้อมเรียนรู้โลกกว้างอย่างสนุกสนาน
รู้จักกับการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็กเล็ก
การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนก็คือ “หวัด” นั่นเองค่ะ ซึ่งเป็นการอักเสบในส่วนที่อยู่เหนือกล่องเสียงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นโพรงจมูก คอหอย หรือทอนซิล มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้เช่นกัน
หวัด ไอ เจ็บคอ...อาการเหล่านี้คืออะไร?
- มีน้ำมูก: เริ่มจากใสๆ แล้วอาจจะข้นขึ้นเป็นสีขาว สีเหลือง หรือสีเขียวได้
- ไอ: อาจมีเสมหะหรือไอแห้งๆ ก็ได้
- เจ็บคอ: ทำให้ลูกไม่ยอมกินอาหารหรือกินได้น้อยลง
- ไข้: มีได้ตั้งแต่ไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูง
- ปวดเมื่อยตัว หรือปวดศีรษะ: เด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยอาการงอแง ไม่สบายตัว
โดยทั่วไปอาการหวัดจะค่อยๆ ดีขึ้นใน 7-10 วัน แต่ถ้าเป็นหวัดซ้ำๆ กันหลายครั้งติดๆ กันภายในไม่กี่เดือน นั่นแหละคือสิ่งที่เราเรียกว่า “การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนซ้ำซาก”
ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ลูกป่วยซ้ำๆ?
มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ลูกน้อยของเราเป็นหวัดบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์และเป็นสิ่งที่พ่อแม่จัดการได้
ระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์
ลูกน้อยแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากคุณแม่ แต่เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะค่อยๆ ลดลง และระบบภูมิคุ้มกันของลูกเองก็ยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ ทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเจอเชื้อโรคครั้งแรก ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้นๆ แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสหวัดมีอยู่หลายร้อยชนิด การที่ลูกจะป่วยซ้ำๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะแต่ละครั้งอาจจะเจอเชื้อคนละสายพันธุ์กัน
แหล่งรวมเชื้อโรคใกล้ตัว: ศูนย์เลี้ยงเด็กและพี่เลี้ยง
สำหรับเด็กที่ไปโรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก รวมถึงเด็กที่อยู่กับพี่เลี้ยงที่รับดูแลเด็กหลายคน การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเด็กคนอื่นๆ จำนวนมากและมีการสัมผัสใกล้ชิดกัน ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรับเชื้อโรคจากเพื่อนๆ เข้ามาได้อย่างง่ายดาย
สุขอนามัยที่อาจต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
มือเล็กๆ ของลูกน้อยมักจะสำรวจสิ่งของต่างๆ รอบตัว และเผลอเอามือเข้าปากเข้าจมูกโดยไม่รู้ตัว เชื้อโรคจึงเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมาก หากไม่มีการล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ หรือดูแลความสะอาดของของเล่นและสิ่งแวดล้อมไม่เพียงพอ
ฝุ่นควันและมลภาวะรอบตัว
การสัมผัสกับฝุ่นควัน มลภาวะทางอากาศ หรือควันบุหรี่มือสองในบ้าน จะทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจของลูกระคายเคืองและทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและหายช้าลง
ดูแลลูกอย่างไรเมื่อไม่สบาย?
เมื่อลูกป่วยเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ เพื่อบรรเทาอาการและช่วยให้ลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
วิธีดูแลเบื้องต้นที่บ้าน
- ให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
- ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ: ช่วยให้เสมหะและน้ำมูกไม่เหนียวข้น และลดภาวะขาดน้ำ
- เช็ดตัวลดไข้: หากมีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก ลดน้ำมูก ลดอาการคัดจมูก ทำให้ลูกหายใจสะดวกขึ้น
- ใช้เครื่องพ่นไอน้ำ: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ ทำให้หายใจโล่งขึ้น
- ให้ยาตามอาการ: เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอลสำหรับลดไข้ บรรเทาอาการไม่สบายตัว
เมื่อต้องกินยา...ต้องรู้เรื่องอะไรบ้าง?
การใช้ยาในเด็กเล็กต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือคุณหมอก่อนเสมอ เพื่อให้ได้ยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุของลูก และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะให้ลูกกินเองเด็ดขาด เพราะหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะจะไม่ได้ผล และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเชื้อดื้อยาได้
ป้องกันลูกป่วยซ้ำๆ ทำได้จริงหรือ?
แม้จะป้องกันไม่ให้ลูกป่วยเลย 100% อาจเป็นเรื่องยาก แต่เราสามารถลดความถี่และความรุนแรงของการติดเชื้อได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อย
- นมแม่คือวัคซีนแรก: ให้ลูกกินนมแม่นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องลูกจากโรคต่างๆ
- อาหารครบ 5 หมู่: เลือกอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลาย เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- นอนหลับพักผ่อนให้พอ: การนอนหลับที่มีคุณภาพสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- พาออกไปเล่นนอกบ้านบ้าง: การได้รับแสงแดดอ่อนๆ และได้ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
- ฉีดวัคซีนตามกำหนด: วัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมบางชนิด เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคไอพีดี (IPD) ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรงได้
ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค
- สอนลูกล้างมือบ่อยๆ: เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
- ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยๆ: โดยเฉพาะในห้องนอนและห้องนั่งเล่น
- หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในที่แออัด: โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- งดสูบบุหรี่ในบ้าน: รวมถึงหลีกเลี่ยงการให้ลูกอยู่ใกล้ควันบุหรี่มือสอง
เมื่อไหร่ที่ต้องพาไปหาหมอ?
แม้หวัดจะเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีบางสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกอาจต้องการการดูแลจากคุณหมออย่างเร่งด่วน อย่าลังเลที่จะพาไปพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
สัญญาณอันตรายที่ห้ามละเลย
- ไข้สูงมากติดต่อกันหลายวัน หรือไข้สูงร่วมกับอาการซึม
- หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงดังหวีด หรือปีกจมูกบาน
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ
- ไอมากจนอาเจียน หรือไอติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์
- ไม่ยอมกินนม ไม่ยอมกินอาหาร ปากแห้ง ปัสสาวะน้อยลง
- อาการหวัดแย่ลงหลังจากผ่านไป 5-7 วัน หรือดูเหมือนจะดีขึ้นแล้วแต่กลับแย่ลงอีก
- มีอาการเจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายยังลำบาก
- ลูกดูอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่เล่น ไม่อยากทำอะไร
การดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลจากอาการป่วยซ้ำซาก ต้องอาศัยความเข้าใจและความใส่ใจของคุณพ่อคุณแม่เป็นหลัก การหมั่นสังเกตอาการ และการดูแลสุขอนามัยที่ดี คือหัวใจสำคัญ หากมีข้อสงสัยหรือกังวลใจ อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุขนะคะ