หลายคนคงเคยยินคนในครอบครัวหรือผู้ใหญ่ใกล้ตัวเล่าถึงความทรมานจากโรคงูสวัด อาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนังเหมือนโดนไฟลวก แม้ว่าผื่นและตุ่มน้ำใสจะหายไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดจากเส้นประสาทอักเสบก็ยังคงหลอกหลอนต่ออีกเป็นเดือนหรือเป็นปี อาการเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่ร่างกาย แต่ยังรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ การป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญ และในปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วย วัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ ที่เข้ามาเปลี่ยนเกมการป้องกันโรคงูสวัดให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าในอดีตอย่างชัดเจน
ทำไมโรคงูสวัดถึงน่ากลัวกว่าที่คิด และเกิดจากอะไร?
โรคงูสวัดเกิดจากการสาดกลับของเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อเราเคยเป็นโรคอีสุกอีใสและหายดีแล้ว เชื้อไวรัสนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่จะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของร่างกายอย่างสงบ เมื่ออายุมากขึ้น หรือช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อที่ซ่อนอยู่ก็จะฉวยโอกาสเพ่นพ่านออกมาตามแนวเส้นประสาท เกิดเป็นผื่น แดง และตุ่มน้ำใสที่มีอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ตัวผื่น แต่คือภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า อาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) ซึ่งพบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ บางรายมีอาการปวดเส้นประสาทจี๊ดๆ ยาวนานหลายปีจนทรมานทั้งกายและใจ
วัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ คืออะไร ทำไมถึงเป็นทางเลือกหลักในปัจจุบัน?
วัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ (Recombinant Zoster Vaccine) เป็นวัคซีนรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช้เชื้อมีชีวิต (Non-live Vaccine) ผลิตขึ้นโดยเทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมที่ใช้เพียงชิ้นส่วนโปรตีนบริเวณผิวของไวรัส (Glycoprotein E) รวมเข้ากับสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Adjuvant System) ชนิดพิเศษ
กลไกนี้ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างปราการปกป้องที่แข็งแกร่ง ทั้งในระดับภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดและเซลล์ภูมิคุ้มกัน (T-cell) เพื่อคอยจัดจัดการกับไวรัสที่แฝงตัวอยู่ ไม่ให้สามารถก่อโรคขึ้นมาได้อีก
ข้อดีที่เหนือกว่าของวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ เมื่อเทียบกับวัคซีนรุ่นดั้งเดิม
ในอดีต วัคซีนงูสวัดจะเป็นชนิดเชื้อเป็นที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลง (Live Attenuated Vaccine) ซึ่งแม้วัคซีนรุ่นเก่าจะช่วยป้องกันได้ระดับหนึ่ง แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง เมื่อมี วัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ เข้ามา จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเนื่องจากข้อดีดังต่อไปนี้
- ประสิทธิภาพในการป้องกันสูงมาก: สามารถป้องกันการเกิดโรคงูสวัดได้สูงถึง 90-97% ในผู้ที่ฉีดครบตามเกณฑ์ ซึ่งสูงกว่าวัคซีนรุ่นเดิมอย่างมาก
- ป้องกันภาวะปวดเส้นประสาทได้ดีเยี่ยม: ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการปวดประสาทเรื้อรังหลังเป็นงูสวัดได้มากกว่า 90%
- ระดับภูมิคุ้มกันคงอยู่นาน: จากการติดตามผลการศึกษาระยะยาว พบว่าระดับภูมิคุ้มกันยังคงสูงและช่วยป้องกันโรคได้ยาวนานเกิน 10 ปี โดยที่ประสิทธิภาพไม่ตกดิ่งอย่างรวดเร็วเหมือนรุ่นเก่า
- มีความปลอดภัยสูงและฉีดในคนภูมิคุ้มกันบกพร่องได้: เนื่องจากไม่มีเชื้อไวรัสที่มีชีวิต จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อจากวัคซีน ทำให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือรับประทานกดภูมิคุ้มกันสามารถฉีดได้อย่างปลอดภัย
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์?
แพทย์แนะนำให้กลุ่มบุคคลต่อไปนี้พิจารณาเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน:
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปทุกคน: ไม่ว่าจะเคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือเคยเป็นงูสวัดมาก่อนหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากอายุที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ลดลง
- ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงสูง: ได้แก่ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่ได้รับยาหรือการรักษาที่กดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ หรือผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)
ฉีดกี่เข็ม และต้องเว้นระยะห่างอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด?
การฉีด วัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ จะฉีดเข้าที่ชั้นกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยมีตารางการฉีดดังนี้
สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ให้เว้นระยะห่างจากเข็มแรกประมาณ 2 ถึง 6 เดือน
สำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม เช่นเดียวกัน แต่สามารถร่นระยะห่างของเข็มที่ 2 ให้เร็วขึ้นได้ที่ 1 ถึง 2 เดือน หลังฉีดเข็มแรก เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันท่วงที
คำถามยอดฮิต: เคยเป็นงูสวัดมาแล้ว หรือเคยฉีดวัคซีนรุ่นเก่าไปแล้ว ต้องฉีดใหม่ไหม?
เป็นคำถามที่หมอโดนถามบ่อยมากในคลินิก คำตอบคือ "แนะนำให้ฉีด" ด้วยเหตุผลดังนี้
ถ้าเคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว
การเป็นงูสวัดไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันถาวร คุณยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก การฉีดวัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ โดยแนะนำให้เว้นระยะหลังจากหายจากโรคงูสวัดแล้วประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ก่อนมารับวัคซีน
ถ้าเคยฉีดวัคซีนงูสวัดชนิดเชื้อเป็น (รุ่นเก่า) มาแล้ว
เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนรุ่นเก่าจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา ดังนั้นผู้ที่เคยได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นมาก่อน สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์เพิ่มได้ โดยแนะนำให้เว้นระยะห่างจากวัคซีนเข็มเดิมอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังฉีด และวิธีรับมืออย่างสบายใจ
เนื่องจากวัคซีนชนิดนี้มีสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูง จึงอาจพบอาการตอบสนองของร่างกายได้มากกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทั่วไปเล็กน้อย แต่อาการเหล่านี้มักไม่อันตรายและจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน
- อาการเฉพาะที่: ปวด บวม แดง ตึง หรือคันบริเวณต้นแขนที่ฉีด
- อาการทั่วร่างกาย: รู้สึกอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีไข้ต่ำๆ หรือปวดศีรษะ
วิธีดูแลตัวเอง: หากมีอาการปวดบริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการตึงบวมได้ หากมีไข้หรือปวดเมื่อยตัว สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการตามอาการได้เลย
อาการแบบไหนหลังฉีดวัคซีน ที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์?
แม้ว่าวัคซีนจะมีความปลอดภัยสูง แต่หากพบอาการแพ้รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นได้น้อยมาก เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หน้าบวม ปากบวม หรือมีผื่นคันขึ้นเต็มตัวหลังจากฉีด ให้รีบมาพบแพทย์ทันที หรือหากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วันโดยอาการไม่เบาบางลง ก็ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กเพิ่มเติม
เตรียมตัวอย่างไรก่อนออกเดินทางไปฉีดวัคซีน?
การเตรียมร่างกายให้พร้อมช่วยให้การฉีดวัคซีนผ่านไปได้ด้วยดี โดยมีข้อปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอตลอดทั้งวัน
- หากมีโรคประจำตัว หรือกำลังรับประทานยาใดๆ อยู่ ให้แจ้งแพทย์หรือพยาบาลทราบก่อนฉีดทุกครั้ง
- หากมีไข้สูงหรือป่วยหนักกะทันหัน แนะนำให้เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี
โรคงูสวัดไม่ใช่แค่เรื่องของผื่นผิวหนัง แต่คือความเจ็บปวดที่กระทบกับคุณภาพชีวิต การเข้ารับการฉีด วัคซีนงูสวัดชนิดรีคอมบิแนนท์ จึงถือเป็นการลงทุนทางสุขภาพที่คุ้มค่า ช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีความสุข โดยไม่ต้องกังวลกับความทรมานจากโรคงูสวัดอีกต่อไป