คุณแม่คนหนึ่งวิ่งอุ้มลูกน้อยวัยขวบเศษเข้ามาในห้องฉุกเฉินด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด ตัวของเด็กกำลังเกร็งกระตุก ตาเหลือกค้าง และไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก นี่คือหนึ่งในฝันร้ายที่สุดของคนเป็นพ่อแม่เมื่อต้องเผชิญกับภาวะไข้สูงชักในเด็กเล็กและการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องกลายเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเรียนรู้ไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อสถานการณ์จริงเกิดขึ้น ความตื่นตระหนกมักทำให้ทำอะไรไม่ถูก การมีความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยระงับความกลัวและช่วยป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นกับลูกรักได้อย่างทันท่วงที
ทำไมเด็กตัวร้อนจัดถึงชักได้? มารู้จักธรรมชาติของอาการนี้กันดีกว่า
สมองของเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 5 ปี ยังพัฒนาเติบโตไม่เต็มที่ ระบบประสาทส่วนกลางจึงมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในร่างกายอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสไฟฟ้าในสมองจะเกิดความปั่นป่วนและลัดวงจรชั่วคราว ส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการเกร็งและกระตุกออกมา
อาการชักจากไข้สูงมักเกิดขึ้นในวันแรกที่มีไข้ และมักเกิดขึ้นในช่วงที่ไข้กำลังขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ พันธุกรรมก็มีส่วนสำคัญ หากพ่อแม่หรือพี่น้องเคยมีประวัติชักจากไข้มาก่อน ลูกน้อยก็จะมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้สูงกว่าเด็กทั่วไป
เด็กช่วงวัยไหนที่ต้องเฝ้าระวังอาการชักจากไข้มากที่สุด?
กลุ่มเสี่ยงหลักคือเด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี โดยพบมากที่สุดในช่วงอายุ 1 ถึง 2 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ระบบประสาทและสมองอ่อนไหวต่อไข้สูงมากที่สุด หลังจากอายุ 5 ปีไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดอาการชักจากไข้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะสมองพัฒนาและมีความแข็งแรงทนทานต่อไข้สูงได้ดีขึ้นแล้ว
วินาทีชีวิตเมื่อลูกชักต่อหน้า: ขั้นตอนปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
เมื่อเห็นลูกเริ่มมีอาการเกร็งกระตุก สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือการตั้งสติ ย้ำกับตัวเองเสมอว่าอาการชักจากไข้ส่วนใหญ่จะหยุดได้เองภายในเวลา 2-3 นาที และไม่ได้ทำให้ลูกเสียชีวิตทันที จากนั้นให้รีบปฏิบัติตามขั้นตอนปฐมพยาบาลอย่างปลอดภัยดังต่อไปนี้
- จับลูกนอนตะแคงข้างทันที: นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเพื่อเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง และป้องกันไม่ให้น้ำลาย เสมหะ หรือเศษอาหารอุดตันทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้ลูกสำลักและขาดอากาศหายใจได้
- เคลียร์พื้นที่รอบตัวลูก: ย้ายสิ่งของที่มีคม ของแข็ง หรือของเล่นต่างๆ ออกห่างจากตัวลูก ป้องกันไม่ให้ร่างกายของลูกกระแทกเข้ากับสิ่งของเหล่านั้นขณะเกร็งกระตุก
- คลายเสื้อผ้าให้หลวม: ปลดกระดุมคอเสื้อ ถอดเสื้อผ้าที่หนาหรือรัดแน่นออก เพื่อช่วยให้ลูกหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้นและช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
- เช็ดตัวลดไข้ทันที: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง บิดหมาดๆ เช็ดตามตัวลูกอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเช็ดสวนทิศทางการไหลเวียนของเลือดเพื่อเปิดรูขุมขน และวางผ้าพักไว้บริเวณข้อพับ รักแร้ คอ และขาหนีบ เพื่อเร่งระบายความร้อน
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเวลาลูกชัก (ความเข้าใจผิดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต)
ในอดีตมักมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลอาการชัก ซึ่งหมอขอเน้นย้ำเลยว่าห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาดเพราะจะก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงแก่เด็ก
- ห้ามเอาช้อน นิ้วมือ หรือสิ่งของใดๆ ยัดใส่ปากลูก: การชักจากไข้ไม่ได้ทำให้เด็กกัดลิ้นตัวเองจนขาด การเอาของแข็งไปงัดปากลูกอาจทำให้ฟันหักและตกลงไปอุดหลอดลมจนขาดอากาศหายใจ หรือทำให้เหงือกและช่องปากบาดเจ็บรุนแรง
- ห้ามป้อนยาหรือน้ำขณะที่ลูกกำลังชักหรือยังไม่รู้สึกตัวดี: ยาและน้ำจะไหลลงไปในหลอดลมแทนที่จะลงกระเพาะอาหาร ส่งผลให้ลูกสำลัก ปอดอักเสบติดเชื้อ หรืออุดกั้นทางเดินหายใจได้
- ห้ามกอดรัดหรือกดตัวลูกแรงๆ: การพยายามจับยึดแขนขาเพื่อบังคับให้ลูกหยุดกระตุกอาจทำให้กล้ามเนื้อหรือข้อต่อบาดเจ็บ และในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นกระดูกหักได้ ควรปล่อยให้ลูกชักในท่าตะแคงที่ปลอดภัยจนกว่าอาการจะสงบลง
อาการชักแบบไหนที่อันตราย และต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลทันที?
แม้ว่าอาการชักจากไข้ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดไม่รุนแรงและไม่มีผลกระทบต่อสมองในระยะยาว แต่ก็มีอาการบางอย่างที่เป็นสัญญาณเตือนอันตรายซึ่งอาจบ่งบอกถึงโรคทางสมองที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในระบบประสาท หากพบอาการดังต่อไปนี้ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลด่วนที่สุด
- อาการชักเกร็งนานติดต่อกันเกิน 5 นาทีไม่ยอมหยุด
- มีอาการชักเฉพาะส่วน เช่น เกร็งกระตุกแค่แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ได้ชักเกร็งกระตุกพร้อมกันทั้งตัว
- มีอาการชักซ้ำมากกว่า 1 ครั้งภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง หรือชักซ้ำในไข้รอบเดียวกัน
- หลังจากหยุดชักแล้ว ลูกไม่ยอมตื่น มีอาการซึมมาก ปลุกไม่ตื่น สับสน หรือมีอาการคอแข็งเกร็งก้มคอไม่ได้
วิธีดูแลลูกรักเมื่อมีไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการชักซ้ำ
สำหรับเด็กที่เคยมีประวัติชักจากไข้มาก่อน จะมีโอกาสเกิดอาการชักซ้ำได้ประมาณร้อยละ 30 เมื่อมีไข้ครั้งต่อไป ดังนั้นการดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้ไข้ขึ้นสูงจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
- ให้ยาลดไข้ทันทีที่ตัวเริ่มร้อน: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลทันทีเมื่อลูกเริ่มมีไข้ โดยคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวของลูกอย่างถูกต้อง และให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงหากยังมีไข้
- เช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ: การเช็ดตัวคือวิธีลดไข้ที่รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดเมื่อไข้ขึ้นสูง ให้เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15-20 นาที และเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ เพื่อรักษาความเย็นของผ้า
- สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าหนาๆ หรือการห่มผ้าห่มหนาเตอะ เพราะจะทำให้ความร้อนสะสมในร่างกายสูงขึ้นจนกระตุ้นให้เกิดอาการชัก
- กระตุ้นให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ: การดื่มน้ำสะอาด น้ำผลไม้ หรือน้ำซุป จะช่วยชดเชยน้ำที่สูญเสียไปทางผิวหนังจากพิษไข้ และช่วยขับความร้อนออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะได้ดียิ่งขึ้น