เวลาตรวจเจอโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในห้องตรวจ สิ่งหนึ่งที่มักสร้างความกังวลใจและคำถามมากมายให้กับผู้ป่วยเสมอคือเรื่องของหูดอวัยวะเพศ หลายคนพอได้ยินชื่อโรคนี้ก็มักจะตกใจและมีความเชื่อฝังใจหลายอย่าง ซึ่งบางเรื่องก็เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยว กับตัวโรคและการติดต่อ จนทำให้เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น หรือบางทีก็เผลอไปใช้วิธีรักษาที่อันตราย
ในฐานะแพทย์ที่ต้องนั่งคุยและดูแลเคสเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ วันนี้เลยอยากชวนทุกคนมาเคลียร์ชัดทุกข้อสงสัย เพื่อให้เรามองโรคนี้ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง เลิกตื่นตระหนก และรู้วิธีรับมืออย่างปลอดภัยครับ
คิดว่าโรคนี้ติดต่อกันได้เฉพาะตอนที่มีแผลเปิดเท่านั้นจริงหรือ?
ความเชื่ออันดับต้นๆ ที่เจอบ่อยมากคือ หลายคนคิดว่าถ้าผิวหนังไม่มีแผลถลอกหรือไม่มีเลือดออก จะไม่มีทางติดเชื้อเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นต้นเหตุของหูดอวัยวะเพศได้เลย
ในความเป็นจริง เชื้อไวรัสตัวนี้ไม่ได้ต้องการแผลขนาดใหญ่ในการเดินทาง มันสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังที่มีรอยถลอกเล็กๆ หรือเยื่อบุอ่อนๆ ในบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปาก ที่เกิดจากการเสียดสีกันระหว่างมีกิจกรรมทางเพศ แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นแผลด้วยตาเปล่า เชื้อก็สามารถส่งผ่านถึงกันได้แล้ว ดังนั้น การใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดี แม้จะไม่ได้ป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์เพราะยังมีพื้นที่ผิวบางส่วนที่สัมผัสกันได้ก็ตาม
หูดอวัยวะเพศกับโรคมะเร็ง เป็นเรื่องเดียวกันไหม?
พอพูดถึงคำว่าหูด หลายคนมักจะเหมารวมไปไกลถึงโรคมะเร็ง จนเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคร้ายแรง
ความจริงคือ หูดอวัยวะเพศส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ ตัวพวกนี้จะทำให้เกิดตุ่มหูดหน้าตาเหมือนหงอนไก่ โตขึ้นได้ สร้างความรำคาญและเจ็บปวดได้ แต่ไม่ได้กลายร่างไปเป็นมะเร็งปากมทดลูกหรือมะเร็งอวัยวะเพศแต่อย่างใด
ส่วนสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นตัวการมะเร็งนั้น มักจะไม่ค่อยแสดงอาการเป็นหูดให้เห็นชัดเจนตั้งแต่แรก แต่จะแอบเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์เงียบๆ ดังนั้น การตรวจคัดกรองสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญแยกต่างหากจากการสังเกตหูดด้วยตาเปล่า
เป็นหูดแล้วซื้อยาแต้มเองตามร้านขายยา หายขาดได้จริงหรือ?
เวลาเจอติ่งเนื้อแปลกๆ โผล่ขึ้นมา หลายคนเขินอายไม่อยากมาหาหมอ ตัดสินใจเดินเข้าร้านขายยาไปซื้อยาแต้มหูดมาจัดการเองที่บ้าน
ต้องเตือนกันตรงนี้เลยว่า ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศนั้นบอบบางมาก ยาแต้มหูดส่วนใหญ่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือสารเคมีเข้มข้น หากใช้ไม่ถูกวิธี หรือแต้มโดนผิวหนังปกติ จะทำให้เกิดแผลไหม้ พุพอง ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจนเจ็บปวดทรมานกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ การใช้ยาแค่ทาภายนอกทำลายเฉพาะตัวตุ่ม แต่มันไม่ได้กำจัดตัวเชื้อไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ในผิวหนังรอบๆ ทำให้หูดเจ้ากรรมชอบกลับมางอกใหม่ในที่เดิมซ้ำๆ การปล่อยให้แพทย์ประเมินลักษณะ รอยโรค และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการจี้เย็น จี้ไฟฟ้า หรือการใช้ยาเฉพาะที่ภายใต้การดูแล จะปลอดภัยและตรงจุดกว่ามาก
รักษาหายแล้วแปลว่าเชื้อหมดไปจากร่างกายรอดตัวถาวรแล้วใช่ไหม?
คำถามคลาสสิกหลังจากรักษาหูดจนยุบหายเกลี้ยงไปแล้วคือ หมอครับ/ค่ะ แบบนี้แปลว่าหายขาดและเชื้อหมดตัวผม/ฉันแล้วใช่ไหม จะไม่กลับมาเป็นอีกแล้วใช่ไหม
ความจริงก็คือ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HPV เข้าไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราจะพยายามจัดการและควบคุมเชื้อนั้นให้สงบลง ซึ่งในคนส่วนใหญ่ภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อหมดไปได้เองภายในเวลาหนึ่งถึงสองปี แต่ในระหว่างนี้ หรือถ้าภูมิคุ้มกันตกเมื่อไหร่ เชื้อที่หลบซ่อนอยู่ก็อาจจะแสดงอาการตุ่มหูดขึ้นมาใหม่ได้อีก
ดังนั้น การรักษาหูดให้หายเป็นเพียงการจัดการกับอาการแสดงภายนอก สิ่งสำคัญจริงๆ ที่จะป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำคือการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่เพราะทำให้ภูมิคุ้มกันผิวหนังลดลง และที่สำคัญคือการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่นๆ และป้องกันการติดเชื้อซ้ำได้เป็นอย่างดี