ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายครั้งที่เรามักจะคิดว่าวัยเด็กคือวัยที่ไร้เดียงสาและมีความสุขที่สุด ไม่มีเรื่องเครียดเรื่องงานให้ต้องกังวลเหมือนผู้ใหญ่ แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้เด็กและวัยรุ่นอยู่ทุกวัน ความจริงกลับบอกเราอีกอย่างหนึ่งครับ ลูกหลานของเรากำลังเผชิญกับความกดดันรอบด้าน ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน สังคมออนไลน์ และความคาดหวัง จนบางครั้งเกินกว่าที่เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะรับไหว

การที่เด็กคนหนึ่งจะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ไม่ใช่เรื่องของการเรียกร้องความสนใจ หรืออารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือความเจ็บป่วยทางจิตใจที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลรักษาอย่างจริงจังเช่นเดียวกับโรคทางกายอื่นๆ ครับ

ลูกแค่ดื้อหรือกำลังเครียด? สัญญาณเตือนของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลในเด็ก

เด็กๆ มักจะไม่เดินมาบอกเราตรงๆ ว่า ฉันกำลังซึมเศร้า หรือ ฉันเครียดจัง เนื่องจากทักษะการสื่อสารทางอารมณ์ของเขายังพัฒนาไม่เต็มที่ อาการจึงมักแสดงออกมาทางพฤติกรรม ร่างกาย หรือการเรียนที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

เมื่อรอยยิ้มหายไป ลูกกำลังซึมเศร้าแบบนี้หรือเปล่า

สำหรับเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้า อาการหลักมักไม่ใช่แค่การร้องไห้ฟูมฟาย แต่เรามักจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

  • อารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ: ในผู้ใหญ่โรคนี้อาจแสดงออกด้วยความเศร้า แต่ในเด็กและวัยรุ่น ความหงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหร้าย คือสัญญาณเตือนที่พบบ่อยที่สุด
  • หมดสนุกกับสิ่งที่เคยชอบ: เด็กที่เคยชอบเล่นเกม วาดรูป เตะบอล อยู่ๆ ก็เลิกสนใจไปเฉยๆ นั่งซึม หรือนอนนิ่งๆ ทั้งวัน
  • บ่นปวดนู่นปวดนี่ไม่หาย: ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้บ่อยๆ โดยที่ตรวจหาโรคทางกายไม่พบ ซึ่งมักเกิดจากความเครียดสะสมในใจแปลงออกมาเป็นอาการทางกาย
  • การเรียนดิ่งลงเหวและการเก็บตัว: สมาธิสั้นลง ผลการเรียนตก ไม่ยอมคุยกับเพื่อน หรือขังตัวเองไว้ในห้องคนเดียว

ความกลัวที่เกินเด็ก วิตกกังวลแบบไหนที่ต้องระวัง

ความวิตกกังวลเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เช่น กลัวความมืด กลัวผี แต่ถ้าความกลัวนั้นรุนแรงจนขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป

  • กังวลจนตัวสั่นหรือนอนไม่หลับ: คิดมากเรื่องอนาคต เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น กลัวทำข้อสอบไม่ได้ กลัวพ่อแม่เป็นอันตราย จนแสดงออกทางร่างกาย เช่น ใจสั่น เหงื่อแตก นอนไม่หลับ
  • กลัวการไปโรงเรียนหรือการเข้าสังคม: ร้องไห้กระฟัดกระเฟียดทุกเช้าไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการเจอผู้คน หรือตื่นตระหนกตกใจง่ายเวลามีคนจ้องมอง
  • ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ: ทำการบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะกลัวผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว หรือต้องทำอะไหล่บางอย่างตามพิธีกรรมเดิมซ้ำๆ เพื่อลดความวิตก

ต้นตอของปัญหา อะไรคือสิ่งที่สะสมอยู่ในใจเด็กๆ

เรามักโทษสิ่งแวดล้อมรอบตัว แต่ในทางการแพทย์ ปัญหานี้มักเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน

  • พันธุกรรมและสารเคมีในสมอง: หากพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล ลูกก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นเนื่องจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง
  • สภาพแวดล้อมในบ้านและความกดดัน: การทะเลาะเบาะาะแว้งของคนในครอบครัว การเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไป หรือการคาดหวังผลการเรียนที่สูงลิ่ว
  • โลกโซเชียลและการถูกกลั่นแกล้ง: การเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับคนอื่นในอินเทอร์เน็ต รวมถึงการถูกบูลลี่ทั้งที่โรงเรียนและในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นยาพิษต่อจิตใจเด็กยุคนี้อย่างมาก

วิธีรับมือและดูแลจิตใจลูกรักจากบ้านของเรา

สิ่งแรกที่หมออยากบอกพ่อแม่ทุกคนคือ เลิกโทษตัวเอง และเลิกมองว่าลูกอ่อนแอ การรักษาต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากคนรอบข้างอย่างแท้จริง

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกกล้าพูด: รับฟังด้วยความตั้งใจ ไม่ตัดสิน ไม่ดุว่า หรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ให้ลูกรู้ว่าไม่ว่าเขาจะเจออะไร ครอบครัวพร้อมจะโอบกอดเสมอ
  • ปรับบรรยากาศในบ้านให้ผ่อนคลาย: ลดความคาดหวัง ชื่นชมในความพยายามมากกว่าผลลัพธ์ และใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมผ่อนคลาย
  • ดูแลกิจวัตรพื้นฐานให้ดี: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และชวนออกไปโดนแดดทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายช่วยหลั่งสารแห่งความสุขได้จริง

อาการแบบไหนที่ควรพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทันที?

หากลองปรับตัวที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบพาไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการทันที อย่าปล่อยไว้จนสายเกินไป

  • พูดถึงความตายหรือการอยากหายตัวไป: เช่น พูดว่า อยากตาย อยากหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
  • ทำร้ายตัวเอง: เช่น การกรีดแขน จิกทึ้งตัวเอง หรือพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายอื่นๆ
  • อาการรุนแรงจนใช้ชีวิตไม่ได้: ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือเก็บตัวเงียบไม่พูดจากับใครเลยติดต่อกันเป็นเวลานาน

การรักษาในปัจจุบันมีทั้งการทำจิตบำบัดเพื่อปรับความคิดและพฤติกรรม และในบางเคสที่อาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ร่วมกับยาปรับสารเคมีในสมอง ซึ่งมีความปลอดภัยสูงภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ขอให้เชื่อมั่นว่าจิตใจที่เคยบอบช้ำของเด็กๆ สามารถฟื้นฟูให้กลับมาสดใสได้อีกครั้ง ด้วยความรักความเข้าใจจากคนรอบข้างครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down