วันที่หมออนุญาตให้ผู้ป่วยเด็กกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ หลายครอบครัวมักจะมีความรู้สึกสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความคลายกังวลที่ได้กลับบ้าน แต่อีกด้านหนึ่งคือความกังวลใจว่าเมื่อไม่มีพยาบาลคอยวัดไข้หรือจัดยาให้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วคุณพ่อคุณแม่จะรับมืออย่างไร
การรับช่วงดูแลลูกต่อที่บ้านถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการฟื้นตัวที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลต่อเนื่องที่บ้านสำหรับผู้ปกครองอย่างถูกต้องและถูกวิธี หมอจึงอยากมาแชร์เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ปกครองดูแลลูกได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด
ทำความเข้าใจแผนการรักษาและยารักษาโรคก่อนออกจากโรงพยาบาล
ก่อนเดินทางออกจากโรงพยาบาลหรือคลินิก สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจเรื่องยาและวิธีการใช้ เพราะเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ขนาดเล็ก ปริมาณยาจึงต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
เทคนิคจัดตารางกินยาให้เป๊ะ ป้องกันการป้อนยาซ้ำซ้อน
ผู้ปกครองควรทำตารางบันทึกการให้ยาที่ชัดเจน โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้ดูแลหลายคน เช่น พ่อ แม่ ยาย หรือพี่เลี้ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการป้อนยาซ้ำซ้อนหรือลืมป้อนยา
- บันทึกเวลาที่ป้อนจริง: เขียนเวลาที่เด็กได้รับยาจริงลงในตาราง ไม่ใช่แค่เวลาที่กำหนดไว้ตามฉลาก
- ใช้ไซริงค์หรือถ้วยตวงยาเสมอ: ห้ามใช้ช้อนชงกาแฟหรือช้อนรับประทานอาหารตวงยาเด็ดขาด เพราะปริมาณยาจะไม่แม่นยำ
- ยาลดไข้พาราเซตามอล: ควรกินห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง และไม่ควรกินเกิน 5 ครั้งใน 24 ชั่วโมง
ช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกที่บ้าน: สังเกตอาการอย่างไรให้แม่นยำ?
ช่วงสองวันแรกคือช่วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไข้อาจจะยังมีสิทธิ์แกว่งขึ้นลงได้เป็นเรื่องปกติ แต่วิธีการรับมือและสังเกตอาการคือหัวใจสำคัญ
การเช็ดตัวลดไข้และวัดไข้อย่างถูกวิธี
เมื่อลูกตัวร้อน ผู้ปกครองหลายคนมักตกใจและรีบป้อนยา แต่การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเป็นวิธีที่ช่วยระบายความร้อนได้เร็วที่สุด
- ลูบตัวเข้าหาหัวใจ: ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูเบาๆ จากปลายมือปลายเท้าเข้าหาลำตัว เพื่อเปิดรูขุมขนให้ระบายความร้อน
- วางผ้าพักไว้บริเวณจุดข้อพับ: ซอกคอ รักแร้ ข้อพับแขน และขาหนีบ เป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน ช่วยระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม
- หลีกเลี่ยงน้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง: เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ร่างกายสั่นสะท้าน และอุณหภูมิแกนกลางลำตัวยิ่งสูงขึ้น
การดูแลเรื่องอาหารและน้ำ ดื่มเท่าไหร่ถึงจะไม่เสี่ยงภาวะขาดน้ำ
เวลาเด็กป่วย ความอยากอาหารมักจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย แต่สิ่งที่ไม่ควรให้ขาดคือ น้ำ
หากลูกไม่ยอมกินข้าว ผู้ปกครองไม่ต้องกังวลจนเกินไป ให้เน้นอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุป หรือนม แต่สิ่งที่ต้องคอยสังเกตคือสัญญาณภาวะขาดน้ำ หากเด็กมีอาการริมฝีปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ (สังเกตจากผ้าอ้อมแห้งนานเกิน 6 ชั่วโมง) หรือปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม ต้องรีบเสริมสารน้ำผงเกลือแร่ (ORS) สำหรับเด็กทันที
ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะกับการพักฟื้น
บรรยากาศที่สบายและผ่อนคลายมีส่วนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
- อุณหภูมิห้องพอดี: เปิดแอร์อุณหภูมิประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส ไม่เปิดพัดลมจ่อตัวเด็กโดยตรง
- เสื้อผ้าที่สวมใส่: ให้สวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี ไม่ควรห่มผ้าหนาหรือใส่เสื้อแขนยาวหลายชั้นขณะมีไข้
- งดกิจกรรมหนัก: ให้ลูกนอนพักผ่อนมากๆ ลดการเล่นโลดโผนชั่วคราว
สัญญาณเตือนภัย: อาการแบบไหนที่ต้องพาน้องกลับไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าจะปฏิบัติตามแนวทางการดูแลต่อเนื่องที่บ้านสำหรับผู้ปกครองอย่างเคร่งครัดแล้ว แต่หากปรากฏอาการอันตรายเหล่านี้ ผู้ปกครองไม่ควรรอช้า ให้รีบพาน้องมาพบแพทย์ทันที
- ซึมมาก เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว: ไม่ยอมเล่น ไม่สบตา หรือนอนง่วงซึมตลอดเวลาแม้เวลาไข้ลด
- หายใจหอบเหนื่อย: หายใจเร็ว ชายโครงบุ๋ม อกบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจวี้ด
- ไข้สูงไม่ลด: ให้ยาลดไข้และเช็ดตัวแล้วเกิน 1-2 ชั่วโมง อุณหภูมิยังสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
- ดื่มน้ำไม่ได้ อาเจียนทุกครั้งที่กิน: ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย
- มีอาการเกร็ง ชัก: ตาค้าง มือเท้าเกร็งกระตุก
การดูแลลูกป่วยที่บ้านอาจสร้างความเหน็ดเหนื่อยและความกังวลใจให้ผู้ปกครองไม่น้อย แต่ด้วยความเข้าใจในหลักการดูแลที่ถูกต้อง การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการเตรียมพร้อมรับมือกับสัญญาณเตือนภัย จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาฟื้นไข้และกลับมาแข็งแรงสดใสได้ในที่สุด