หลายครั้งที่นั่งตรวจอยู่ในห้องตรวจแล้วมีคุณพ่อคุณแม่พาเด็กพิเศษที่มีภาวะพึ่งพิงสูงมาพบ หม่อมักจะสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้า ทั้งทางร่างกายและจิตใจที่สะสมมานาน การดูแลเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ เพราะเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องพึ่งพาคนรอบข้างในทุกกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การขับถ่าย หรือการเคลื่อนไหว
ในฐานะหมอและคนดูแลสุขภาพคนหนึ่ง วันนี้อยากมานั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติ เพื่อแบ่งเบาภาระและสร้างความมั่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านครับว่า เราไม่ได้กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่เพียงลำพัง
ทำความเข้าใจภาวะพึ่งพิงสูงในเด็กพิเศษให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เด็กพิเศษที่มีภาวะพึ่งพิงสูง หมายถึง น้องๆ ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สติปัญญา หรือพัฒนาการอย่างรุนแรง ส่งผลให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานได้ด้วยตัวเองเลย ต้องมีผู้ดูแลคอยช่วยเหลือเกือบทุกขั้นตอนตลอด 24 ชั่วโมง
กลุ่มโรคที่พบบ่อยมักจะเป็นกลุ่มที่มีความผิดปกติทางสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ขณะคลอด หรือหลังคลอด เช่น สมองพิการรุนแรง (Cerebral Palsy) โรคทางพันธุกรรมบางชนิด หรือภาวะสมองขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน สิ่งสำคัญคือสมองและร่างกายของน้องๆ เหล่านี้มีความเปราะบางมากเป็นพิเศษ ภูมิคุ้มกันมักจะไม่ค่อยแข็งแรง และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป
เทคนิคการจัดการกิจวัตรประจำวันและการเคลื่อนไหวร่างกาย
การอุ้ม การพลิกตัว หรือการเคลื่อนไหวเด็กที่มีภาวะพึ่งพิงสูง หากทำผิดวิธีนอกจากจะทำให้น้องเจ็บตัวแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะหลัง การดูแลเด็กพิเศษที่มีภาวะพึ่งพิงสูง เสียเองจากอาการปวดหลังเรื้อรังได้ครับ
- การพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง: เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ เช่น ก้นกบ สะโพก และข้อศอก
- ท่านอนที่เหมาะสม: ควรจัดให้ศีรษะสูงเล็กน้อยเพื่อป้องกันการสำลัก และใช้หมอนรองตามข้อพับเพื่อลดความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ
- หลักการยศาสตร์ในการอุ้ม: เวลาอุ้มหรือเคลื่อนย้าย ควรใช้กำลังจากต้นขาและเข่าแทนการก้มหลังตรงๆ และพยายามให้น้องอยู่ชิดตัวเรามากที่สุดเพื่อลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง
การดูแลเรื่องอาหารและการป้องกันการสำลัก
ปัญหาเรื่องการกินอาหารและการกลืนเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจที่สุดสำหรับครอบครัว เด็กหลายคนอาจต้องได้รับอาหารผ่านทางสายยางทางจมูกหรือทางหน้าท้อง (Gastrostomy tube) ซึ่งต้องอาศัยความสะอาดและความระมัดระวังอย่างมาก
วิธีป้อนอาหารและจัดการสายยางอย่างปลอดภัย
หากน้องกินทางปาก ต้องระวังเรื่องการสำลักอาหารลงปอด ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบรุนแรงได้ ควรให้ingกินในท่านั่งหรือกึ่งนั่งกึ่งนอน และหลังมื้ออาหารควรให้นั่งทรงตัวในท่าเดิมต่ออย่างน้อย 30 นาที ห้ามให้นอนราบทันทีเด็ดขาด ส่วนน้องที่ใช้สายยางอาหาร ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหารและล้างสายด้วยน้ำอุ่นตามปริมาณที่แพทย์แนะนำหลังให้อาหารเสมอเพื่อป้องกันการอุดตัน
สัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที
ด้วยความที่น้องๆ ไม่สามารถบอกความรู้สึกเจ็บปวดได้ชัดเจน บางครั้งอาการเริ่มต้นจึงแสดงออกแค่ความหงุดหงิด ร้องกวนผิดปกติ หรือซึมลง คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
- ไข้สูงมากและไม่ยอมลงแม้จะเช็ดตัวและกินยาลดไข้แล้ว
- หายใจหอบเหนื่อย ซี่โครงบาน หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึ่งอาจเกิดจากเสมหะอุดกั้นหรือปอดอักเสบ
- อาเจียนพุ่ง ท้องอืดแข็ง หรือไม่ถ่ายอุจจาระติดต่อกันหลายวัน
- มีแผลกดทับลึก มีหนอง หรือมีกลิ่นเหม็นบริเวณผิวหนัง
ดูแลใจคนดูแล: เคล็ดลับไม่ให้ burnout
ความเหนื่อยล้าทางใจเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยและไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ การเป็น caregiver ให้เด็กพิเศษเปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ไม่มีเส้นชัย หากเราหมดแรงเสียก่อน น้องๆ ที่เราดูแลก็จะพลอยลำบากไปด้วย
ดังนั้น อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว หรือแบ่งเวรกันดูแล หากมีโอกาสควรหาเวลาพักผ่อนสั้นๆ เพื่อเติมพลังให้ตัวเองบ้าง และที่สำคัญคือการเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนผู้ดูแลเด็กพิเศษ เพื่อจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกำลังใจจากคนที่เข้าใจหัวอกเดียวกัน เพราะการดูแลเด็กพิเศษที่มีภาวะพึ่งพิงสูงต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจ และที่สำคัญคือทีมเวิร์กที่แข็งแรงภายในครอบครัวครับ