เวลาที่ลูกน้อยหรือผู้สูงอายุที่บ้านป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ จนต้องใช้เครื่องพ่นยาหรือเครื่องดูดเสมหะ สิ่งที่คนดูแลมักจะพุ่งความสนใจไปที่ตัวยาและวิธีการใช้งานเครื่องเป็นหลัก แต่มีอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมออยากเน้นย้ำเป็นพิเศษ และมักจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไข้กลับมาป่วยซ้ำด้วยอาการปอดอักเสบติดเชื้อ นั่นคือความสะอาดของอุปกรณ์เหล่านี้
อุปกรณ์ที่สัมผัสกับความชื้น ลมหายใจ และเสมหะโดยตรง คือแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของแบคทีเรียและเชื้อรา หากล้างไม่สะอาด เชื้อโรคเหล่านั้นจะถูกพ่นกลับเข้าไปในปอดของคนไข้โดยตรงในการใช้งานครั้งถัดไป วันนี้หมอจึงอยากมาชวนคุยเรื่องการดูแลอุปกรณ์เหล่านี้อย่างถูกหลักการแพทย์ เพื่อให้คนไข้ของเราปลอดภัยที่สุด
ทำไมการล้างน้ำเปล่าธรรมดาถึงไม่เพียงพอสำหรับอุปกรณ์พ่นยา
หลายบ้านมักจะล้างหน้ากากและกระเปาะพ่นยาด้วยน้ำเปล่าแล้วผึ่งทิ้งไว้ เพราะคิดว่าคราบยาหมดไปแล้วก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริง คราบน้ำยาพ่นที่หลงเหลืออยู่บวกกับความชื้นในอากาศ จะกลายเป็นฟิล์มบางๆ ที่เอื้อให้แบคทีเรียกลุ่มที่ชอบความชื้นเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การดูแลรักษาความสะอาดและฆ่าเชื้อ อุปกรณ์พ่นยาและดูดเสมหะจึงต้องทำอย่างเป็นระบบและถูกขั้นตอนเพื่อตัดวงจรการสะสมของเชื้อโรค
ขั้นตอนล้างหน้ากากและกระเปาะพ่นยาหลังใช้งานเสร็จทันที
การล้างทำความสะอาดทันทีหลังใช้งานเป็นเรื่องที่ต้องทำทุกครั้ง เพื่อไม่ให้คราบยาแห้งเกาะติดแน่น โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
- ถอดชิ้นส่วนออกทีละชิ้น: แยกหน้ากาก กระเปาะใส่ยา และข้อต่อออกจากกัน
- ล้างด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยน: ใช้น้ำยาล้างขวดนมเด็กหรือน้ำยาล้างจานสูตรอ่อนๆ ถูเบาๆ ด้วยนิ้วมือสะอาด หลีกเลี่ยงการใช้แปรงขนแข็งขัดถูในกระเปาะยาเพราะอาจทำให้รูพ่นยาขนาดเล็กเสียหายได้
- ล้างออกด้วยน้ำสะอาด: เปิดน้ำก๊อกไหลผ่านชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อล้างฟองสบู่ออกให้หมดเกลี้ยง
- สำหรับสายพ่นยาทางลม (Tubing): ตัวสายนี้ห้ามนำไปล้างน้ำข้างในเด็ดขาด เพราะแห้งยากมากและจะทำให้เกิดเชื้อราด้านในสาย หากมีหยดน้ำเกาะในสาย ให้เปิดเครื่องพ่นยาให้ลมเป่าไล่หยดน้ำออกจนแห้งสนิท ส่วนภายนอกสายให้ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดทำความสะอาดก็พอ
สูตรฆ่าเชื้อโรคแบบปลอดภัย ทำเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน
นอกจากการล้างสะอาดหลังใช้ทุกครั้งแล้ว หมอแนะนำว่าควรทำความสะอาดลึกด้วยการฆ่าเชื้อโรคอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือทุกครั้งหลังจากที่คนไข้หายจากอาการป่วย โดยสามารถเลือกทำได้ตามความสะดวกของแต่ละบ้าน
วิธีที่ 1: การต้มในน้ำเดือด (สำหรับชิ้นส่วนที่ทนความร้อนได้เท่านั้น)
ถอดชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกทนความร้อนลงไปต้มในน้ำเดือดนานประมาณ 5-10 นาที (ควรอ่านคู่มือเครื่องก่อนว่าชิ้นส่วนไหนทนความร้อนได้บ้าง เพราะหน้ากากพ่นยาบางยี่ห้ออาจเบี้ยวและละลายได้หากโดนความร้อนสูง)
วิธีที่ 2: การแช่น้ำส้มสายชูสูตรธรรมชาติ
หากอุปกรณ์ไม่ทนความร้อน ให้ใช้น้ำส้มสายชูกลั่นขาว 5% ผสมกับน้ำต้มสุกที่อุ่นแล้วในอัตราส่วน น้ำส้มสายชู 1 ส่วน ต่อน้ำอุ่น 3 ส่วน นำชิ้นส่วนทั้งหมดลงไปแช่ทิ้งไว้ 30 นาที น้ำส้มสายชูมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียส่วนใหญ่ได้ดี จากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำต้มสุกอีกครั้งเพื่อลดกลิ่นฉุน
วิธีดูแลเครื่องดูดเสมหะและขวดรองรับเสมหะให้ปลอดภัย
เครื่องดูดเสมหะเป็นอุปกรณ์ที่ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อเป็นทวีคูณ เนื่องจากเสมหะเต็มไปด้วยเชื้อโรคที่ออกมาจากทางเดินหายใจโดยตรง การดูแลระบบดูดเสมหะจึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ
- ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกรองรับเสมหะ: ต้องเทเสมหะทิ้งและล้างทำความสะอาดทุกวัน ห้ามปล่อยทิ้งไว้ข้ามวันเด็ดขาด ล้างด้วยน้ำยาล้างจานและแช่ฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะ หรือต้มในน้ำเดือดหากขวดนั้นระบุว่าทนความร้อน
- สายยางเชื่อมต่อ (Suction Tubing): หลังใช้ดูดเสมหะเสร็จ ให้ใช้น้ำต้มสุกดูดผ่านสายเข้าไปเพื่อล้างคราบเสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังสายด้านในให้หมด จากนั้นถอดสายไปแช่ในน้ำยาล้างจาน ล้างให้สะอาด และแช่ฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วผึ่งในแนวตั้งเพื่อให้น้ำไหลออกจนแห้ง
- สายดูดเสมหะเส้นเล็ก (Suction Catheter): หมอแนะนำอย่างยิ่งให้ใช้แบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single use) ไม่ควรนำมาล้างและต้มซ้ำเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไข้
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด: การผึ่งแห้งและการจัดเก็บอย่างถูกสุขอนามัย
หลายคนตกม้าตายในขั้นตอนนี้ คือล้างและฆ่าเชื้ออย่างดี แต่กลับวางผึ่งไว้บนผ้าเช็ดมือที่ชื้นๆ หรือใส่กล่องปิดฝาทั้งที่อุปกรณ์ยังเปียกอยู่ ความอับชื้นจะเรียกแบคทีเรียและสปอร์ของเชื้อราในอากาศให้กลับมาเกาะทันที
หลังล้างและฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว ให้สะบัดน้ำออกให้หมด วางคว่ำชิ้นส่วนต่างๆ บนกระดาษทิชชูแผ่นใหญ่สำหรับงานครัวที่สะอาดและแห้ง หรือตะแกรงที่คว่ำอุปกรณ์ที่ล้างสะอาดแล้ว โดยวางผึ่งไว้ในที่ที่ลมโกรกดี ไม่ชื้น และไม่มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย เมื่ออุปกรณ์แห้งสนิทดีแล้ว ให้เก็บใส่ในถุงซิปล็อกที่สะอาดหรือกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด เพื่อพร้อมใช้งานในครั้งต่อไปอย่างไร้กังวล
การสละเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดเพื่อใส่ใจเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์พ่นยาและดูดเสมหะ จะช่วยให้กระบวนการรักษาที่บ้านได้ผลดีที่สุด ช่วยปกป้องคนที่เรารักจากภาวะปอดติดเชื้อซ้ำซ้อน และทำให้คนไข้กลับมาหายใจได้โล่งและแข็งแรงขึ้นในเร็ววัน