ตีสองครึ่ง ท่ามกลางความเงียบสงบของบ้าน เสียงลมหายใจฟืดฟาดและตัวที่ร้อนรุ่มของลูกน้อยทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก มือหนึ่งเอื้อมไปแตะหน้าผาก อีกมือคว้าปรอทวัดไข้ ในใจเต็มไปด้วยความกังวลและคำถามมากมายว่าจะรอดูอาการจนถึงเช้าดี หรือควรจะอุ้มลูกบึ่งไปห้องฉุกเฉินตอนนี้เลยดี? หมอเชื่อว่านี่คือสถานการณ์บีบหัวใจที่คนมีลูกทุกคนต้องเคยเจออย่างแน่นอน
ในฐานะหมอเด็ก หมอเข้าใจดีว่าเวลาที่ลูกรักเจ็บป่วย ความกังวลมักจะบดบังความมั่นใจไปเสียหมด การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณอันตรายอย่างถูกวิธี จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และไม่ต้องตกใจกลัวจนเกินเหตุ เพราะบางครั้งอาการบางอย่างอาจดูน่ากลัวแต่รอได้ ในขณะที่อาการบางอย่างดูเงียบสงบแต่กลับอันตรายถึงชีวิต
ลูกหายใจแบบไหน? ที่แปลว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยเงียบ
ระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีขนาดเล็กและบอบบางมาก เมื่อเกิดการอักเสบหรืออุดตัน อาการจะทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตการหายใจของลูกในขณะที่เขากำลังสงบ หรือหลับอยู่ โดยเช็กสัญญาณเตือนเหล่านี้
- อัตราการหายใจที่เร็วผิดปกติ: ลองนับการหายใจของลูกในเวลา 1 นาทีเต็ม (นับเข้า-ออกเป็น 1 ครั้ง) หากเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที, เด็กอายุ 2-11 เดือน หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที หรือเด็กอายุ 1-5 ปี หายใจเร็วกว่า 40 ครั้งต่อนาที ถือว่าเร็วเกินไปและหัวใจกำลังทำงานหนัก
- อกบุ๋ม ซี่โครงบาน: เวลาลูกหายใจเข้า ลองสังเกตที่ชายโครงหรือบริเวณคอหอย หากมีรอยบุ๋มลงไปลึกจนเห็นซี่โครงชัดเจน หรือปีกจมูกบานออกทุกครั้งที่หายใจ แสดงว่าลูกต้องใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ
- มีเสียงแปลกปลอม: เสียงหายใจดังวี้ดๆ (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในลำคอที่ดังชัดเจนแม้ไม่ได้ใช้หูฟังทางการแพทย์ เป็นสัญญาณว่าหลอดลมกำลังตีบหรือมีเสมหะอุดตันปริมาณมาก
ไข้สูงเท่าไหร่ถึงน่ากลัว และทำอย่างไรเมื่อลูกชักจากไข้สูง
ไข้ไม่ใช่โรค แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่กำลังต่อสู้กับเชื้อโรค การที่ลูกมีไข้จึงไม่ได้แปลว่าอันตรายเสมอไป แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ระดับของไข้ และอาการร่วมทางระบบประสาท
หากลูกมีไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ควรรีบพามาพบแพทย์ทันที เนื่องจากระบบควบคุมอุณหภูมิของเขายังทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจเกิดภาวะชักจากไข้สูงได้ง่าย
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อลูกเกิดอาการชักเกร็ง ตาเหลือกค้าง สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำคือ ตั้งสติ จับลูกนอนตะแคงข้างเพื่อป้องกันการสำลักน้ำลาย ห้ามนำช้อน นิ้วมือ หรือสิ่งของใดๆ ยัดเข้าไปในปากของลูกเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ฟักหักหรืออุดตันทางเดินหายใจ จากนั้นให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นค่อนไปทางเย็นบิดหมาดๆ เช็ดตัวย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
ท้องเสีย อาเจียนหนักแค่ไหน ถึงเริ่มเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
เมื่อลูกมีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว หากสูญเสียไปถึงจุดหนึ่ง ระบบไหลเวียนโลหิตจะเริ่มทำงานล้มเหลว ซึ่งอันตรายมาก คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินภาวะขาดน้ำได้ง่ายๆ จากสัญญาณเหล่านี้
- สังเกตจากดวงตาและริมฝีปาก: ปากแห้ง ผิวแห้งลอก ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยเวลาที่ลูกร้องไห้ ตาดูโหลหรือเบ้าตาบุ๋มลงไป
- กระหม่อมบุ๋ม: ในเด็กทารกที่กระหม่อมยังไม่ปิด หากพบว่ากระหม่อมมีลักษณะบุ๋มลงไปอย่างชัดเจน แสดงว่าร่างกายขาดน้ำขั้นรุนแรง
- ปัสสาวะหดหาย: หากลูกไม่ปัสสาวะเลย หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกิน 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัดและมีปริมาณน้อยมาก เป็นสัญญาณเตือนว่าไตเริ่มขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง
เช็กด่วน! 5 อาการอันตรายสีแดงก่ำ ที่ต้องอุ้มลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ
หากคุณพ่อคุณแม่พบเจออาการใดอาการหนึ่งใน 5 ข้อนี้ หมอขอแนะนำว่าไม่ต้องรีรอ ไม่ต้องรอกินยา และไม่ต้องรอจนถึงเช้า ให้รีบพาอุ้มลูกส่งห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดทันที
1. ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ลูกไม่ยอมสบตา ไม่ยอมเล่น ปลุกตื่นยาก ร้องครางเครือ หรือในเด็กเล็กที่ไม่ยอมดูดนมเลย แม้ไข้จะลดลงแล้วแต่ก็ยังดูปวกเปียกไม่มีแรง
2. ปากเขียว เล็บคล้ำ: บริเวณริมฝีปาก รอบปาก หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำคล้ายคนขาดอากาศหายใจ แสดงว่าระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงขั้นวิกฤต
3. อาเจียนตลอดเวลา: กินอะไรเข้าไปก็พุ่งออกมาหมด ไม่สามารถรับน้ำเกลือแร่หรือยาทางปากได้เลย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำได้อย่างรวดเร็ว
4. มีผื่นแปลกปลอมขึ้นตามตัว: โดยเฉพาะผื่นที่เป็นจุดเลือดออกสีแดงเข้มหรือม่วง คล้ายรอยช้ำจ้ำๆ ที่เมื่อใช้นิ้วกดลงไปแล้วรอยแดงนั้นไม่จางหายไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคติดเชื้อในกระแสเลือด
5. ได้รับอุบัติเหตุรุนแรง: เช่น ตกจากที่สูง ศีรษะกระแทกพื้นแล้วมีอาการอาเจียน ซึมลง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมภายใน 24 ชั่วโมง
ตั้งสติก่อนสตาร์ทรถ: สิ่งที่พ่อแม่ควรทำระหว่างทางไปโรงพยาบาล
เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะต้องไปโรงพยาบาล การเตรียมความพร้อมและดูแลลูกในระหว่างเดินทางก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างรวดเร็วที่สุด
อย่างแรกคือควรรวบรวมประวัติการเจ็บป่วยสั้นๆ ไว้ในใจ เช่น ลูกเริ่มมีไข้ตั้งแต่กี่โมง อุณหภูมิสูงสุดเท่าไหร่ ถ่ายเหลวไปกี่ครั้ง อาเจียนไปกี่หน และที่สำคัญที่สุดคือ ยาที่ลูกกินอยู่เป็นประจำ หรือยาที่เพิ่งกินเข้าไปล่าสุด หากเป็นไปได้ควรกวาดขวดยาหรือซองยาทั้งหมดใส่ถุงไปด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการให้ยาซ้ำซ้อน
ในระหว่างนั่งรถ หากลูกมีไข้สูงให้เปิดหน้าต่างรถระบายอากาศ และใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตัวให้ลูกอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการชัก ไม่ควรห่มผ้าหนาๆ หรือใส่เสื้อผ้าหนาเตอะให้ลูกเพราะจะยิ่งสะสมความร้อนไว้ในร่างกาย
หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองด้วย เพราะไม่มีใครรู้จักลูกดีไปกว่าพ่อแม่ หากรู้สึกว่าลูกดู 'แปลกไป' หรือ 'ไม่เหมือนเดิม' แม้จะอธิบายเป็นคำพูดทางการแพทย์ไม่ได้ การพามาพบแพทย์เพื่อความสบายใจและปลอดภัยไว้ก่อน ย่อมดีกว่าการเสียใจในภายหลังเสมอ