หมอมักจะเจอคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาในคลินิกด้วยสีหน้าอิดโรย พร้อมกับบ่นให้ฟังว่า 'หมอ แผลผื่นงูสวัดที่เอวแห้งสนิทจนกลายเป็นรอยแผลเป็นมาเป็นเดือนแล้ว แต่ทำไมบริเวณนั้นยังปวดแปล๊บๆ เหมือนไฟช็อต แถมแค่เสื้อผ้าครูดโดนเบาๆ ก็ปวดแสบปวดร้อนจนนอนไม่หลับ'
ความรู้สึกปวดทรมานที่เกิดขึ้นทั้งที่ตุ่มน้ำและแผลบนผิวหนังหายดีแล้วนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง แต่เป็นอาการของ ภาวะปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด ซึ่งเป็นคอมพลิเคชันหรือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคงูสวัดนั่นเอง
ผื่นงูสวัดแห้งสนิทแล้ว ทำไมถึงยังรู้สึกปวดทรมานอยู่?
เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ลองจินตนาการว่าเส้นประสาทใต้ผิวหนังของเราเป็นเหมือน 'สายไฟ' ที่คอยส่งสัญญาณความรู้สึกไปที่สมอง ในช่วงที่เป็นงูสวัด เชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายและทำให้เกิดการอักเสบอย่างหนักที่ปลายเส้นประสาทเหล่านั้น
เมื่อตุ่มน้ำงูสวัดบนผิวหนังแห้งและลอกหลุดไป ร่างกายอาจจะรักษาผิวภายนอกเรียบร้อยแล้ว แต่ 'สายไฟ' หรือเส้นประสาทใต้ผิวหนังยังคงบอบช้ำ สัญญาณประสาทที่ถูกส่งไปสมองจึงเกิดความผิดปกติ เส้นประสาทที่เสียหายจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดออกมาเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีสิ่งกระตุ้นรุนแรง หรือที่เรียกว่าภาวะลัดวงจรของระบบประสาท ส่งผลให้เกิด ภาวะปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด ขึ้นมา
สังเกตอาการปวด: ปวดแบบไหนที่เรียกว่าปวดเส้นประสาท?
ลักษณะอาการปวดของภาวะนี้จะแตกต่างจากการปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดแผลทั่วไปอย่างชัดเจน โดยคนไข้มักจะบรรยายความรู้สึกออกมาในรูปแบบต่างๆ ดังนี้
- ปวดแสบปวดร้อน: รู้สึกเหมือนมีน้ำร้อนลวก หรือโดนพริกทาอยู่บริเวณผิวหนังตลอดเวลา
- ปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อต: มีอาการปวด แปล๊บๆ แทรกขึ้นมาเป็นระลอก คล้ายโดนเข็มแทงหรือไฟฟ้าช็อตเบาๆ
- เจ็บผิดปกติเมื่อโดนสัมผัส: แค่ลมพัดผ่าน เสื้อผ้าสัมผัสผิว หรือการลูบเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
- คันลึกๆ ใต้ชั้นผิวหนัง: รู้สึกคันยิบๆ ที่ไม่สามารถเกาให้หายได้ ร่วมกับมีอาการชาในบริเวณนั้น
ใครบ้างที่มีโอกาสเจอภาวะปวดประสาทแสนทรมานนี้มากกว่าคนอื่น?
ไม่ใช่ผู้ป่วยงูสวัดทุกคนที่จะต้องเผชิญกับภาวะนี้ แต่กลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่
- ผู้ที่มีอายุ 50-60 ปีขึ้นไป: ยิ่งอายุมาก ระบบประสาทจะยิ่งฟื้นตัวได้ช้าลง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะนี้สูงขึ้นตามวัย
- ผู้ที่มีอาการปวดรุนแรงตั้งแต่ช่วงแรกที่เป็นงูสวัด: หากช่วงที่มีผื่นขึ้น รู้สึกปวดมาก โอกาสที่จะเกิดภาวะปวดเรื้อรังตามมาก็ยิ่งมีสูง
- ตำแหน่งที่เป็นงูสวัด: หากเป็นบริเวณใบหน้า ศีรษะ หรือรอบตา จะมีโอกาสเกิดภาวะปวดประสาทได้ง่ายกว่าบริเวณลำตัว
- ได้รับการรักษาช้า: ผู้ที่ทานยาต้านไวรัสช้ากว่า 72 ชั่วโมงหลังจากผื่นเริ่มขึ้น
วิธีรักษา เมื่ออาการปวดกวนใจจนนอนไม่หลับ
การรักษา ภาวะปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด ต้องอาศัยความเข้าใจว่า ยาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราเซตามอล หรือยาแก้ปวดอักเสบทั่วไป มักจะไม่ค่อยได้ผลกับการปวดเส้นประสาท หมอมักจะใช้การรักษาแบบผสมผสานเพื่อให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคน
ยาปรับสัญญาณประสาท ตัวช่วยหลักลดอาการปวดแสบ
หมอจะจ่ายยากลุ่มที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบประสาท เช่น ยาในกลุ่มกาบาเพนตินอยด์ (Gabapentinoids) หรือยารักษาอาการปวดเส้นประสาทโดยเฉพาะ ยาเหล่านี้จะช่วยปรับการส่งสัญญาณของเส้นประสาทให้เข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนและอาการไฟช็อตลดลง
แผ่นแปะและยาทาเฉพาะที่ สำหรับคนปวดทรมานบริเวณผิวหนัง
หากปวดเฉพาะจุด การใช้แผ่นแปะชา (Lidocaine Patch) หรือยาทาสารสกัดพริก (Capsaicin Cream) จะช่วยลดความไวของปลายเส้นประสาทบริเวณผิวหนัง ทำให้สัมผัสเสื้อผ้าได้สบายขึ้น
การฉีดยาบล็อกเส้นประสาท
ในกรณีที่อาการปวดรุนแรงมาก ยาปรับสัญญาณประสาทแบบกินยังควบคุมได้ไม่ดี แพทย์อาจพิจารณาการทำหัตถการฉีดยาชาหรือยาลดอักเสบเข้าใกล้บริเวณรากเส้นประสาท เพื่อยับยั้งวงจรความปวดชั่วคราว
วิธีป้องกันไม่ให้โรคงูสวัด ลุกลามกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง
วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนี้ขึ้นเลย ซึ่งสามารถทำได้หลักๆ 2 วิธีคือ
- ไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเมื่อสงสัยว่าเป็นงูสวัด: การได้รับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรกที่ผื่นขึ้น จะช่วยลดการทำลายเส้นประสาทของเชื้อไวรัสได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด: สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การฉีดวัคซีนงูสวัดชนิดใหม่ สามารถป้องกันการเกิดโรคงูสวัด และลดโอกาสเกิดภาวะปวดประสาทหลังเป็นงูสวัดได้สูงถึง 90% ขึ้นไป
ภาวะปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด แม้จะเป็นภาวะที่ต้องใช้เวลานานในการรักษาและอาจทำให้บั่นทอนคุณภาพชีวิตไปบ้าง แต่ก็สามารถควบคุมและบรรเทาให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นได้ตามลำดับ หากใครที่ผื่นแห้งแล้วแต่อาจยังมีอาการปวดรบกวนการดำเนินชีวิต แนะนำให้เข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาและปรับยาให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น