เวลาที่ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นหอบหืด หลอดอักเสบเรื้อรัง หรือปอดอุดกั้นเรื้อรัง หมอเชื่อว่าภาพจำของหลายคนคืออาการไอจนเหนื่อยหอบร่วมกับเสียงหายใจดังวี๊ด แน่นอนว่าการพ่นยาขยายหลอดลมเป็นตัวช่วยสำคัญที่แพทย์มักจะจ่ายให้ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ยาพ่นที่สูดเข้าไปนั้นจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่หรือไม่ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราจัดการกับเสมหะที่คั่งค้างในปอดอย่างไร
หลายคนพ่นยาเสร็จแล้วก็นอนต่อ หรือพยายามไอแบบผิดๆ ออกแรงเกร็งคอมากเกินไปจนเหนื่อยฟรี เสมหะก็ไม่ออกแถมยังเจ็บคอ วันนี้หมอเลยอยากมาแชร์วิธีเคลียร์ทางเดินหายใจด้วย เทคนิคการไออย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับการใช้ยาพ่น เพื่อให้ทุกคนกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง
ทำไมแค่พ่นยาอย่างเดียวถึงยังไม่พอ
เวลาที่เราพ่นยา ยาจะเดินทางผ่านหลอดลมเข้าไปเพื่อขยายทางเดินหายใจและลดการอักเสบ แต่ถ้าในหลอดลมของเรามีเสมหะเหนียวข้นอุดอยู่เหมือนกาว ตัวยาพ่นก็ไม่สามารถสัมผัสกับผนังหลอดลมส่วนลึกได้เต็มที่ เสมหะพวกนี้เปรียบเสมือนกำแพงที่กั้นยาเอาไว้
การที่เราใช้ยาพ่นร่วมกับการไออย่างถูกวิธี จึงเป็นการทำงานร่วมกันแบบแพ็คคู่ ยาพ่นช่วยเปิดทางและละลายความเหนียวของเสมหะ ส่วนการไอที่ถูกวิธีจะช่วยกวาดเอาเสมหะที่หลุดแล้วให้ออกมาจากปอดได้อย่างหมดจด
ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนพ่นยาให้ได้ผลดีที่สุด
ก่อนที่เราจะเริ่มกระบวนการพ่นยาและเคลียร์เสมหะ มาเตรียมร่างกายให้พร้อมกันก่อนเพื่อให้ยาเข้าสู่ปอดได้ลึกที่สุด
- จัดท่าทางให้นั่งสบาย: พยายามนั่งหลังตรงบนเก้าอี้หรือขอบเตียง หลีกเลี่ยงการนอนราบพ่นยา เพราะจะทำให้กะบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ปอดขยายได้น้อยลง
- เคลียร์จมูกและคอ: ถ้ามีน้ำมูกหรือเสมหะค้างอยู่ตื้นๆ ให้สั่งออกหรือบ้วนทิ้งก่อนเบาๆ เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งพร้อมรับยา
ขั้นตอนการพ่นยาที่ถูกต้องตามคำแนะนำแพทย์
ไม่ว่าจะเป็นยาสูดชนิดพ่นละอองฝอย (MDI) หรือชนิดผงแห้ง หัวใจสำคัญคือจังหวะการหายใจ
- หายใจออกให้สุดปอด เพื่อไล่อากาศเก่าออกไป
- อมปากกระบอกพ่นยาให้สนิท เม้มริมฝีปากแน่นแต่ไม่ต้องกัด
- กดพ่นยาพร้อมกับสูดหายใจเข้าทางปากช้าๆ และลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้
- กลั้นหายใจไว้ประมาณ 5 ถึง 10 วินาที เพื่อให้ตัวยาตกตะกอนลงในหลอดลมฝอยส่วนลึก
- ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ
เทคนิคการไออย่างมีประสิทธิภาพรวบยอดความเข้าใจ
หลังจากพ่นยาเสร็จแล้ว ให้รอสัก 5 ถึง 10 นาทีเพื่อให้ยาออกฤทธิ์และช่วยขับเสมหะออกมา จากนั้นมาเริ่มใช้เทคนิคการไออย่างมีประสิทธิภาพร่วมกันตามขั้นตอนนี้
1. หายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อกระตุ้นการไอ
เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าทางจมูกช้าๆ ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้จนรู้สึกว่าท้องป่อง จากนั้นผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ ทำแบบนี้สัก 2 ถึง 3 ครั้ง เพื่อกระตุ้นให้เสมหะที่เกาะอยู่ตามผนังหลอดลมเริ่มขยับตัวหลุดออกมา
2. การไอแบบหอบพ่นลม (Huff Coughing) แทนการไอแรงๆ
นี่คือหัวใจสำคัญของการไอแบบไม่เหนื่อยฟรี แทนที่เราจะไอโขลกๆ แรงๆ ออกมาแบบเดิม ซึ่งจะทำให้หลอดลมแฟบและเสมหะไม่ออก ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการหายใจเข้าลึกๆ แล้วออกแรงหายใจออกทางปากแรงๆ ยาวๆ เหมือนพ่นกระจกให้อากาศเป็นฝ้า พร้อมกับออกเสียง 'ฮ้า' (Ha) จากในลำคอ การทำแบบนี้จะช่วยดันเสมหะจากหลอดลมส่วนลึกให้ขึ้นมาสู่หลอดลมใหญ่ได้โดยที่เราไม่ต้องใช้แรงเบ่งมากเกินไป
3. ไอออกช่วงท้ายเพื่อขับเสมหะทิ้ง
เมื่อรู้สึกว่าเสมหะเคลื่อนตัวขึ้นมาถึงบริเวณลำคอส่วนบนแล้ว ให้ทำการไอสั้นๆ และแน่นๆ อีกครั้งเพื่อขับเสมหะออกสู่ภายนอก แล้วบ้วนลงกระดาษทิชชูทิ้งให้เรียบร้อย
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรหยุดทำและมาหาหมอ
แม้ว่าการพ่นยาร่วมกับการไอจะมีประโยชน์มาก แต่หากทำแล้วมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรหยุดทำทันทีและมาพบแพทย์
- มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือหายใจไม่ออกระหว่างไอ
- ไอแล้วมีเลือดปนออกมาในปริมาณมาก
- มีอาการแน่นหน้าอกรุนแรงขึ้น หรือเสียงวี๊ดในหลอดลมดังมากกว่าเดิมหลังพ่นยา
- ไข้สูง หอบเหนื่อยมาก แม้จะพ่นยาและไอขับเสมหะแล้วอาการก็ไม่ดีขึ้น
การดูแลโรคทางเดินหายใจไม่ใช่เรื่องยากถ้าเราเข้าใจกลไกและทำอย่างถูกวิธี ลองนำเทคนิคการไออย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับการพ่นยานี้ไปปรับใช้ดูนะครับ ค่อยๆ ฝึกทีละขั้นตอน แล้วเราจะรู้สึกได้เลยว่าทางเดินหายใจโล่งขึ้น การหายใจกลับมาเป็นเรื่องสบายอีกครั้ง