ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ช่วงนี้เวลาเดินผ่านห้องลูกวัยรุ่น แล้วเห็นรอยขีดข่วน แผลถลอก หรือร่องรอยการกรีดตามแขนขา หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความตกใจ ความกลัว และความโกรธมักจะตีรวนขึ้นมาพร้อมๆ กัน หลายคนเลือกที่จะดุว่า ตะคอก หรือคาดคั้นว่าทำไปทำไม แต่ในฐานะหมอที่เจอเคสเด็กและวัยรุ่นแบบนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ อยากชวนคุณพ่อคุณแม่ตั้งสติและหายใจลึกๆ ก่อนครับ เพราะการที่เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่เรียกร้องความสนใจ ไม่ใช่การเรียกร้องหาเรื่อง แต่คือเสียงตะโกนเงียบๆ ว่าเขาแบกรับความเจ็บปวดทางใจไว้ไม่ไหวแล้วจริงๆ และไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไรดี

ทำไมเด็กวัยรุ่นถึงเลือกวิธีทำร้ายตัวเองเพื่อระบายความเครียด

เวลาที่เราพูดถึงภาวะทำร้ายตัวเอง (Non-Suicidal Self-Injury หรือ NSSI) เช่น การกรีดผิวหนัง การเอาหัวโขกกำแพง การหยิกหรือจี้ตัวเองจนเจ็บ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเด็กอยากฆ่าตัวตาย แต่ในทางการแพทย์ สองเรื่องนี้มีกลไกที่ต่างกันพอสมควร การทำร้ายตัวเองในเด็กกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากตายหรอกครับ แต่เขาทำเพื่อ 'จัดการกับความรู้สึกท่วมท้น' ข้างในต่างหาก

วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน สมองส่วนอารมณ์ทำงานพีคสุดๆ แต่สมองส่วนที่ใช้เหตุผลและควบคุมการยับยั้งชั่งใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อเจอแรงกดดันมหาศาล ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน ความรัก หรือปัญหาครอบครัว ความเครียด ความโกรธ หรือความว่างเปล่ามันล้นทะลักจนสมองรับไม่ไหว ความเจ็บปวดทางกายที่เกิดขึ้นจากการทำร้ายตัวเอง จะไปดึงความสนใจของสมองให้หลุดจากความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น แถมร่างกายยังหลั่งสารแห่งความสุขออกมาช่วงสั้นๆ เพื่อบรรเทาความเครียดอีกด้วย พูดง่ายๆ คือ เขาใช้ความเจ็บปวดทางกายมากลบความเจ็บปวดทางใจชั่วคราว เพื่อให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่และควบคุมอะไรได้บ้าง

สัญญาณเตือนภัยใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรีบสังเกตก่อนสาย

เด็กหลายคนพยายามปกปิดร่องรอยการทำร้ายตัวเองอย่างแนบเนียน แต่ก็มักจะมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่หลุดลอดออกมาให้เราสังเกตเห็นได้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมรอบตัวลูกให้ดี จะพบความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

  • ชอบใส่เสื้อแขนยาวขายาวตลอดเวลา แม้จะเป็นวันที่อากาศร้อนจัด เพื่อปิดบังร่องรอยตามร่างกาย
  • เก็บตัวเงียบ อยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยพูดคุยกับคนในครอบครัวเหมือนเดิม
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ร้องไห้ง่าย หรือมีความรู้สึกไร้ค่า ดิ่งดาวน์เป็นประจำ
  • มีอุปกรณ์แปลกๆ ซ่อนอยู่ในห้อง เช่น ใบมีด คัตเตอร์ เข็มหมุด หรือสิ่งของมีคมอื่นๆ
  • ผลการเรียนตกลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่อยากไปโรงเรียน

วิธีพูดคุยและรับมือเมื่อรู้ว่าลูกกำลังทำร้ายตัวเอง

เมื่อความจริงปรากฏว่าลูกทำร้ายตัวเอง สิ่งแรกที่ห้ามทำเด็ดขาดคือการใช้อารมณ์ การด่าทอ ลงโทษ หรือพูดจาด้อยค่าเช่น 'ทำไปทำไม ปัญญาอ่อน บ้าหรือเปล่า เลี้ยงไม่โต' เพราะคำพูดเหล่านี้จะยิ่งผลักให้ลูกรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่ง และหันกลับไปทำร้ายตัวเองหนักกว่าเดิมเพื่อระบายความเสียใจ

ตั้งสติแล้วชวนคุยด้วยความเข้าใจและรับฟังอย่างแท้จริง

ให้เลือกจังหวะเวลาที่อารมณ์เย็นทั้งคู่ เข้าไปโอบกอดเบาๆ (ถ้าลูกยอมรับ) แล้วบอกความรู้สึกของเราด้วยความห่วงใย เช่น 'แม่เห็นรอยแผลที่แขนลูก แม่เป็นห่วงมากนะ ลูกคงกำลังเจอเรื่องหนักหนาสสาหัสอยู่ใช่ไหม เล่าให้แม่ฟังได้นะ' เปิดโอกาสให้เขาได้ระบายความรู้สึกออกมาโดยที่เราทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน และไม่รีบด่วนสรุปปัญหา

ชวนกันหาวิธีระบายความเครียดแบบใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม

หลังจากที่ลูกเริ่มเปิดใจแล้ว ให้ชวนเขาคิดหาทางออกอื่นๆ ที่ช่วยลดความเครียดได้โดยไม่ทำร้ายร่างกาย เช่น การกำก้อนน้ำแข็งไว้ในมือจนละลายเพื่อระบายความอัดอั้น การวาดรูปลงบนกระดาษแรงๆ การออกไปวิ่งออกกำลังกาย หรือการเขียนระบายความรู้สึกใส่กระดาษแล้วขยำทิ้ง

อาการแบบไหนที่แปลว่าได้เวลาพาไปพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแล้ว

บางครั้งความรักและความเข้าใจของครอบครัวอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากภาวะทำร้ายตัวเองมักมาพร้อมกับโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือภาวะทางจิตเวชอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการรักษาทางการแพทย์ที่ตรงจุด หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ ควรรีบพามาพบผู้เชี่ยวชาญทันที

  • ร่องรอยการทำร้ายตัวเองมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว
  • เด็กเริ่มพูดจาทำทำนองสั่งเสีย อยากหายไป หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
  • มีอาการซึมเศร้าเรื้อรัง นอนไม่หลับ ไม่กินข้าว หรือปฏิเสธการสื่อสารกับทุกคนอย่างสิ้นเชิง

การพามาพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการพามาหาหมอเพื่อรักษาแผลใจ เหมือนเวลาที่ท้องเสียแล้วต้องหาหมอเกลือแร่ ลูกจะได้เรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์ตัวเองที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้โดยมีครอบครัวคอยเดินเคียงข้างครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down