หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาเรื่องผื่นคันเรื้อรัง น้ำมูกไหลไม่ยอมหยุด หรือมีอาการแพ้แปลกๆ มักจะตั้งคำถามยอดฮิตในห้องตรวจว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแพ้อะไรกันแน่ เพราะชีวิตประจำวันเราต้องเจอทั้งฝุ่น อาหาร สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่ละอองเกสรดอกไม้ การเดาไปเรื่อยๆ หรือลองผิดลองถูกเองบางทีก็สร้างความหงุดหงิดและอันตรายไม่น้อย การหาคำตอบด้วยวิทยาศาสตร์จึงเป็นทางออกที่ตรงจุดที่สุด
การตรวจหาสาเหตุของอาการแพ้มีหลายวิธี แต่หนึ่งในวิธีที่แพทย์ผิวหนังและหมอภูมิแพ้นิยมใช้กันมากและให้ผลค่อนข้างแม่นยำก็คือ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ซึ่งหลายคนอาจเคยได้ยินชื่อเรียกคุ้นหูว่าการสะกิดผิวหนัง วันนี้ผมจะพามาทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบว่าการตรวจนี้คืออะไร เจ็บไหม และช่วยชีวิตเราได้อย่างไรบ้าง
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังคืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกายเรา
พูดง่ายๆ การตรวจนี้ก็เหมือนกับการจำลองสถานการณ์แพ้ย่อมๆ บนผิวหนังของเราครับ โดยแพทย์จะนำสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่มักพบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น ไรฝุ่น ขนแมว เกสรหญ้า เชื้อรา หรืออาหารบางชนิด มาหยดลงบนผิวหนังบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง จากนั้นจะใช้เครื่องมือสะกิดผิวเบาๆ ให้สารนั้นซึมลงใต้ผิวหนังชั้นตื้นๆ
กลไกเบื้องหลังคือ หากร่างกายของเราเคยไวต่อสารตัวนั้นมาก่อน เม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันจะจำหน้าตาของสารนั้นได้ และเมื่อสารนั้นสัมผัสกับเซลล์เม็ดเลือดขาวในผิวหนัง ก็จะปล่อยสารฮีสตามีนออกมาทันที ส่งผลให้เกิดอาการบวมแดงและคัน หรือที่เราเรียกว่าปฏิกิริยาภูมิแพ้เฉพาะที่นั่นเองครับ
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจภูมิแพ้ด้วยวิธีนี้
ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการแพ้จะต้องมาสะกิดผิวเสมอไปครับ หมอมักจะแนะนำการทดสอบนี้ให้กับกลุ่มคนที่มีอาการเรื้อรังและหาต้นตอไม่เจอเสียที เช่น
- ผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการคัดจมูก จาม น้ำมูกใสไหลเป็นประจำทุกเช้าหรือเวลาเจอฝุ่น
- ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดซึ่งมีอาการแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีดเวลากลางคืนหรือเจออากาศเปลี่ยน
- ผู้ที่มีผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง รักษาเท่าไรก็ไม่หายขาดสักที
- ผู้ที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงหลังกินอาหารบางชนิด หรือแพ้ยา แพ้แมลงกัดต่อยที่แพทย์ต้องการยืนยันผลให้แน่ชัด
ขั้นตอนการตรวจจริงในห้องตรวจ: เจ็บไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ความกังวลอันดับหนึ่งของคนไข้คือเรื่องความเจ็บครับ ผมต้องบอกตามตรงเลยว่า การสะกิดผิวหนังไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หัวเข็มที่ใช้สะกิดมีขนาดเล็กมากๆ และไม่ได้เจาะลึกลงไปในชั้นกล้ามเนื้อ แค่สะกิดผิวชั้นบนสุดให้รู้สึกจี๊ดเบาๆ เหมือนมดกัดเท่านั้นเองครับ
ขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่เริ่มหยดน้ำยา สะกิดผิว จนถึงขั้นตอนรออ่านผล ใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 20 นาทีเท่านั้น ระหว่างรอก็แค่ นั่งรอชิลๆ ในห้องตรวจ ห้ามเกาแขนตัวเองเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อน
ช่วงเวลา 15 นาทีรอฟังผล: หมออ่านค่าอาการแพ้อย่างไร
เมื่อครบเวลาที่คุณหมอกำหนด เราจะมาดูผลลัพธ์ที่ปรากฏบนผิวหนังกันครับ วิธีการอ่านค่านั้นง่ายและตรงไปตรงมามาก
- ถ้าไม่แพ้: ผิวบริเวณนั้นจะปกติ ไม่มีรอยแดง หรือนูนขึ้นมาเลย
- ถ้าแพ้: บริเวณที่หยดสารก่อภูมิแพ้ตัวนั้นจะเกิดตุ่มนูนแดงขึ้นมา คล้ายกับรอยยุงกัด ยิ่งตุ่มนูนมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ก็แสดงว่าร่างกายมีความไวต่อสารตัวนั้นมากเท่านั้น
นอกจากนี้ ในการทดสอบทุกครั้งแพทย์จะต้องหยดสารควบคุมอีกสองตัว คือสารที่ทำให้เกิดตุ่มนูนแน่นอน (เพื่อดูว่าผิวเราตอบสนองดีไหม) และน้ำเกลือที่ไม่ควรทำให้เกิดอาการแพ้เลย เพื่อใช้เทียบเคียงความถูกต้องของผลตรวจครับ
การเตรียมตัวก่อนมาตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนัง เพื่อให้ผลแม่นยำที่สุด
หากตัดสินใจจะมาตรวจแล้ว มีข้อปฏิบัติสำคัญที่ต้องรู้ล่วงหน้าครับ โดยเฉพาะเรื่องยา เพราะยาบางกลุ่มสามารถไปกดปฏิกิริยาของผิวหนัง ทำให้ผลตรวจออกมาเป็นลบปลอม คือความจริงแพ้แต่ตรวจไม่เจอ
- งดยากลุ่มแก้แพ้ (Antihistamines): ต้องหยุดกินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ถึง 7 วันก่อนวันตรวจ เนื่องจากยาเหล่านี้ออกฤทธิ์ไปบล็อกสารฮีสตามีน ทำให้ผิวไม่บวมแดง
- แจ้งประวัติยาประจำตัว: ยาบางชนิดเช่นยารักษาโรคซึมเศร้าหรือยาลดกรดบางตัวอาจมีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนอ่อนๆ ด้วย ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อน
- สภาพผิวหนังต้องปกติ: บริเวณที่จะสะกิดผิว (เช่น ท้องแขนหรือหลัง) ต้องไม่มีผื่นอักเสบ สะเก็ดเงิน หรือรอยไหม้แดด เพราะจะบังคับให้เราอ่านผลไม่ได้
ข้อจำกัดและข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจตรวจ
แม้ว่าการทดสอบนี้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรรู้ครับ เช่น หากคนไข้มีอาการผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรงทั่วตัวจนไม่มีผิวหนังปกติให้สะกิด หรือคนที่เคยมีประวัติแพ้รุนแรงชนิดช็อกหมดสติ (Anaphylaxis) แพทย์อาจต้องพิจารณาใช้วิธีเจาะเลือดตรวจหาภูมิแพ้แทน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
นอกจากนี้ ผลบวกจากการทดสอบไม่ได้แปลว่าเมื่อเจอสารนั้นแล้วจะมีอาการเสมอไปครับ มันบอกเพียงแค่ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อสารนั้นแล้ว แต่การแสดงอาการจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับและความไวของร่างกายในช่วงเวลานั้นด้วย
รู้ผลแล้วอย่างไรต่อ? แนวทางการดูแลตัวเองเมื่อเจอตัวการที่แพ้
เมื่อเราได้รายชื่อสารก่อภูมิแพ้ที่ชัดเจนจากการตรวจแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนใช้ชีวิตร่วมกับมันครับ หลักการหลักมีอยู่สองข้อคือ
- หลีกเลี่ยงเท่าที่ทำได้: เช่น ถ้าผลบอกว่าแพ้ไรฝุ่นอย่างรุนแรง การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในห้องนอน ซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน และลดการใช้พรม จะช่วยลดอาการภูมิแพ้กำเริบได้มหาศาล
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการรักษาต่อเนื่อง: หากเป็นสารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ละอองเกสรตามฤดูกาล แพทย์อาจพิจารณาให้ยาพ่นจมูก ยาแก้แพ้ หรือพิจารณาเรื่องการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) เพื่อปรับภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังจึงเปรียบเสมือนการเปิดแผนาดวงดาวนำทางให้เราเข้าใจร่างกายตัวเองได้ดีขึ้น การรู้ว่าศัตรูตัวจริงของเราคืออะไร ย่อมทำให้เราดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากขึ้น ไม่ต้องทนทรมานกับอาการแพ้เรื้อรังอีกต่อไปครับ