เวลาที่เราหรือคนในครอบครัวล้มป่วยแล้วต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล สิ่งที่เราคาดหวังมีเพียงอย่างเดียวคือการได้หายจากโรคเดิมและกลับบ้านด้วยร่างกายที่แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง บรรยากาศในโรงพยาบาลที่เรามองว่าสะอาดปลอดภัย อาจเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคดื้อยาหลากชนิดที่ซ่อนอยู่โดยที่เรามองไม่เห็น
หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องการติดเชื้อในโรงพยาบาลกันมาบ้าง ซึ่งบางครั้งมันรุนแรงกว่าโรคเดิมเสียอีก หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบง่ายๆ ว่าเชื้อเหล่านี้แอบเข้ามาสู่ร่างกายเราได้อย่างไร และเราจะมีวิธีปกป้องตัวเองหรือคนที่เรารักอย่างไรบ้างเวลาที่ต้องไปนอนโรงพยาบาล
ทำไมโรงพยาบาลถึงกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคตัวร้าย
โรงพยาบาลคือสถานที่รวมตัวของผู้ป่วยที่มีอาการหนักเบาแตกต่างกันไป เชื้อโรคที่อยู่ในตัวคนไข้แต่ละคนจึงมีความหลากหลายและมีความรุนแรงสูงกว่าเชื้อโรคทั่วไปตามท้องถนน นอกจากนี้ เชื้อโรคเหล่านี้ยังมีการปรับตัวให้อยู่รอดได้ดีต่อต้านยาฆ่าเชื้อต่างๆ ที่เราใช้กันบ่อยๆ จนกลายเป็นเชื้อดื้อยา
เมื่อร่างกายของเรากำลังอ่อนแอจากการเจ็บป่วย ภูมิต้านทานตามธรรมชาติย่อมลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปรียบเสมือนปราสาทที่กำลังไร้ทหารเฝ้าระวัง เชื้อโรคที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ หรือติดอยู่ตามราวเตียง ลูกบิดประตู และอุปกรณ์การแพทย์ จึงฉวยโอกาสนี้บุก การป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนในโรงพยาบาล จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องความเป็นความตายที่ผู้ป่วยและญาติควรรู้เท่าทัน
ช่องทางลับที่เชื้อโรคใช้บุกรุกเข้าสู่ร่างกายในยามที่เรานอนซมอยู่บนเตียง
เชื้อโรคไม่ได้เดินเข้ามาหาเราเอง แต่มันอาศัยมือของคนรอบข้าง เครื่องมือแพทย์ หรือแม้แต่ตัวผู้ป่วยเองเป็นพาหนะ โดยช่องทางหลักๆ ที่มักเกิดปัญหาขึ้นบ่อยมีดังนี้
- สายสวนปัสสาวะ: นี่คือทางด่วนชั้นดีของเชื้อโรค เพราะการคาดสายสวนไว้นานๆ เปิดโอกาสให้แบคทีเรียเดินทางย้อนกลับเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและกระแสเลือดได้ง่าย
- แผลผ่าตัด: เนื้อเยื่อที่ถูกเปิดออกระหว่างการผ่าตัด หากดูแลไม่สะอาดพอกลายเป็นอาหารชั้นเลิศของเชื้อแบคทีเรีย
- ท่อช่วยหายใจ: สำหรับผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เชื้อโรคสามารถลงไปสะสมในปอดและก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบติดเชื้อได้ง่าย
- มือของบุคลากรและญาติ: การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนเข้ามาสัมผัสตัวผู้ป่วย คือตัวการสำคัญในการส่งต่อเชื้อโรคจากเตียงหนึ่งไปสู่อีกเตียงหนึ่ง
ภารกิจล้างมือเปลี่ยนชีวิต: อาวุธที่ง่ายที่สุดแต่ทรงพลังที่สุด
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดในการตัดวงจรการแพร่เชื้อคือความสะอาดของมือ ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ พยาบาล ญาติผู้ ป่วย หรือตัวผู้ป่วยเอง ทุกคนต้องท่องจำให้ขึ้นใจว่า ก่อนและหลังสัมผัสตัวผู้ป่วยต้องล้างมือทุกครั้ง
การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือการใช้เจลแอลกอฮอล์ลูบไล้ให้ทั่วฝ่ามือ ซอกนิ้ว และเล็บ เป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบวินาที สามารถลดปริมาณเชื้อโรคที่ติดมากับมือได้มากกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ในฐานะญาติผู้ป่วย อย่าเกรงใจที่จะถามหรือเตือนบุคลากรทางการแพทย์ให้ล้างมือก่อนเข้ามาตรวจ เพราะมันคือสิทธิและความปลอดภัยที่เราปกป้องได้
การดูแลสายสวนและแผลผ่าตัดอย่างไรไม่ให้เชื้อโรคฉวยโอกาส
ถ้าผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะหรือมีแผลผ่าตัด สิ่งสำคัญคือความแห้งสะอาดและความอับชื้นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- ระวังอย่าให้สายพับหรืออุดตัน: ถุงปัสสาวะต้องอยู่ต่ำกว่าระดับเอวเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปัสสาวะไหลย้อนกลับ
- สังเกตความผิดปกติของแผล: หากแมีอาการบวม แดง ร้อน มีหนองซึม หรือผู้ป่วยมีไข้สูงขึ้นมาเฉียบพลันหลังผ่าตัด ต้องรีบแจ้งพยาบาลทันที ห้ามเปิดแผลดูเองเด็ดขาด
- รักษาความสะอาดของร่างกาย: เช็ดตัวหรืออาบน้ำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
เมื่อไหร่ที่ต้องเริ่มสงสัยว่ากำลังเผชิญกับการติดเชื้อซ้อน
อาการเตือนภัยที่ฟ้องว่าร่างกายเริ่มสู้ไม่ไหวและอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนเกิดขึ้น ได้แก่ ไข้ขึ้นสูงหนาวสั่น อาการซึมลงอย่างไร้สาเหตุ ความดันโลหิตลดต่ำลง หรือมีเสมหะเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองเขียวข้น หากพบอาการเหล่านี้แม้เพียงข้อเดียว การแจ้งแพทย์และพยาบาลเพื่อตรวจหาเชื้อในกระแสเลือดหรือสารคัดหลั่งทันที จะช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่เชื้อจะลุกลามจนยากจะควบคุม
การนอนโรงพยาบาลควรเป็นจุดเริ่มต้นของการหาย The hospital stay should lead to healing, not more sickness. ความใส่ใจในเรื่องความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งจากตัวคนไข้ ญาติ และทีมแพทย์ จะช่วยให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาวิกฤตและกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยไร้โรคแทรกซ้อนกวนใจ