หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอในคลินิก มักจะเริ่มด้วยความกังวลใจหลังจากสังเกตเห็นคราบมูกใสหรือมูกสีขาวขุ่น ปนมากับเลือดสดหรือเลือดสีแดงเข้มในอุจจาระ บางคนมีอาการเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องกันนานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ตอนแรกอาจคิดว่าเป็นแค่ริดสีดวงทวารธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดเรื้อรัง กลับไม่หายขาดเสียที จนเริ่มส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน
หมออยากทำความเข้าใจก่อนว่า การที่อุจจาระมีมูกปนเลือด ไม่ใช่เรื่องปกติของร่างกาย มูกคือคราบเยือกนวลที่ลำไส้สร้างขึ้นเพื่อหล่อลื่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการอักเสบ มีแผล หรือมีสิ่งผิดปกติในผนังลำไส้ ลำไส้จะสร้างมูกออกมามากกว่าปกติร่วมกับมีเลือดไหลซึมออกมา การปล่อยให้อาการนี้เกิดขึ้นเรื้อรังโดยไม่ได้รับการตรวจหาสาเหตุ อาจทำให้โรคร้ายซ่อนตัวอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว
ถ่ายเป็นมูกเลือดติดต่อกันนานๆ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?
เวลาที่หมอพิจารณา อาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดเรื้อรัง หมอจะแบ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยออกเป็นหลายกลุ่ม ตามลักษณะของโรคและตำแหน่งที่มีปัญหาในระบบทางเดินอาหาร
1. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)
โรคนี้ไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไป แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติจนหันมารอบทำลายผนังลำไส้ตัวเอง ทำให้เกิดแผลอักเสบเรื้อรัง แบ่งออกเป็นโรคโครห์น (Crohn's Disease) และโรคโคลายติสชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis) คนไข้มักจะมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด ร่วมกับปวดท้องเกร็ง ท้องเสียเรื้อรัง น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย
2. ติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
นี่คือสาเหตุสำคัญที่หมอต้องตรวจคัดกรองเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 45-50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Polyps) เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ อาจมีการเสียดสีกับอุจจาระจนเกิดแผล ทำให้มีมูกเลือดซึมออกมาเรื้อรัง โดยในระยะแรกมักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลย
3. การติดเชื้อในลำไส้แบบเรื้อรัง
เชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้ออะมีบา (Amebiasis) หรือเชื้อแบคทีเรียบางกลุ่ม อาจทำให้เกิดการอักเสบฝังลึกในผนังลำไส้ หากได้รับยาปฏิชีวนะไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงกับเชื้อ อาจทำให้การติดเชื้อกลายเป็นเรื่องเรื้อรัง ถ่ายเป็นมูกเลือด มูกมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเหม็นคาวจัด
4. โรคริดสีดวงทวารและแผลขอบทวารหนัก
แม้ว่าริดสีดวงทวารส่วนใหญ่จะทำให้มีเลือดสดหยดออกมาหลังถ่าย แต่อบู่ในภาวะที่มีการอักเสบร่วมด้วย หรือมีแผลที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure) ที่ไม่หายขาด ร่างกายอาจสร้างมูกออกมาปนกับเลือดได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีมูกปริมาณมาก หมอมักจะสงสัยปัญหาที่อยู่ลึกเข้าไปในลำไส้ใหญ่มากกว่า
สังเกตอย่างไรว่า อาการมูกเลือดแบบไหนน่ากังวล?
การสังเกตลักษณะของอุจจาระและอาการร่วมเป็นข้อมูลที่สำคัญมากเวลามาเล่าให้หมอฟัง หมอแนะนำให้ลองสังเกตสิ่งเหล่านี้:
- สีของเลือด: เลือดสีแดงสดมักมาจากส่วนปลายอย่างทวารหนัก หรือลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง แต่ถ้าเป็นสีแดงเข้ม สีคล้ำ หรือปนมากับเนื้ออุจจาระ มักมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนบน
- รูปแบบการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป: มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กยาวเหมือนแท่งดินสอ หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด เหมือนมีอะไรจุกค้างอยู่ตลอดเวลา
- อาการทางร่างกายอื่นๆ: มีไข้ต่ำๆ เรื้อรัง น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ diet มีภาวะซีด อ่อนเพลีย หรือหน้ามืดบ่อยๆ
ไปพบแพทย์แล้ว จะต้องเจอการตรวจอะไรบ้าง?
หลายคนกังวลและกลัวการมาพบหมอเมื่อมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หมอจะเริ่มจากการสอบถามประวัติอย่างละเอียด คลำตรวจท้อง และตรวจบริเวณรอบทวารหนัก
หากสงสัยความผิดปกติในลำไส้ใหญ่ การตรวจที่เป็นมาตรฐานที่สุดคือ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ซึ่งช่วยให้หมอเห็นภาพผนังลำไส้จากข้างในได้อย่างชัดเจน สามารถตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันโรค หรือตัดติ่งเนื้อออกได้ทันทีในขณะส่องกล้อง โดยคนไข้จะได้รับยาชาหรือยาสลบแบบอ่อนๆ จึงไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ
วิธีดูแลตัวเองและการรักษาเมื่อมีอาการ
การรักษา อาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดเรื้อรัง จำเป็นต้องรักษาตามสาเหตุที่พบเป็นหลัก เช่น การให้ยาปรับภูมิคุ้มกันในโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง การผ่าตัดติ่งเนื้อ หรือการให้ยาฆ่าเชื้อเฉพาะทาง สิ่งสำคัญคือ ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย ยาปฏิชีวนะ หรือยาระบายมากินเองเด็ดขาด เพราะอาจบดบังอาการและทำให้โรครุนแรงขึ้น
ในระหว่างนี้ คนไข้สามารถดูแลระบบย่อยอาหารของตัวเองได้ด้วยวิธีดังนี้:
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายง่าย ลดการเสียดสี
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสไม่จัด หลีกเลี่ยงอาหารของทอด ของมัน อาการหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- เพิ่มการรับประทานไฟเบอร์ธรรมชาติจากผักผลไม้ แต่หากอยู่ในช่วงที่ลำไส้อักเสบเฉียบพลัน ควรปรึกษาหมอก่อนว่าควรทานไฟเบอร์ชนิดใด
- ไม่กลั้นอุจจาระ และไม่เบ่งอุจจาระแรงๆ หรือนั่งเล่นโทรศัพท์บนชักโครกเป็นเวลานาน
อาการร่วมแบบไหน ที่เตือนว่าควรรีบไปพบแพทย์ทันที?
หากคุณมี อาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดเรื้อรัง ร่วมกับสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน:
- ถ่ายเป็นเลือดสดปริมาณมาก หรือถ่ายออกมาเป็นลิ่มเลือดอย่างต่อเนื่อง
- มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด สับสน หรือคล้ายจะเป็นลม (สัญญาณของภาวะเสียเลือดมาก)
- ปวดเกร็งท้องอย่างรุนแรง ท้องแข็งเกร็ง หรือกดเจ็บทั่วท้อง
- มีไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น
อาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดเรื้อรัง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้หายเอง การเข้ามารับการตรวจหาสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากจะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาโรคอันตรายอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้หายขาดได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น