เช้าวันหนึ่ง มีคนไข้วัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหมอด้วยสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวานนี้ตอนเข้าห้องน้ำ ตกใจมากที่เห็นปัสสาวะตัวเองกลายเป็นสีแดงจางๆ คล้ายน้ำล้างเนื้อ แต่พอนึกดูดีๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บ ปวด หรือแสบขัดตรงไหนเลย ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะดื่มน้ำน้อยหรือกินอาหารบางอย่างเข้าไป แต่พอตื่นเช้ามาก็ยังเป็นอยู่ อาการปัสสาวะเป็นเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บปวดแบบนี้แหละที่เป็นสัญญาณเตือนอันดับแรกๆ ของ โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ที่หมออยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจและไม่ควรปล่อยผ่านเด็ดขาด
ทำไมจู่ๆ ปัสสาวะถึงมีเลือดปน? จุดเริ่มต้นที่คนไข้หลายคนมองข้าม
โดยปกติแล้ว กระเพาะปัสสาวะของเรามีหน้าที่กักเก็บน้ำปัสสาวะที่กรองมาจากไต ผนังด้านในของกระเพาะปัสสาวะจะบุด้วยเซลล์ผิวสัมผัสชนิดพิเศษที่ยืดหยุ่นได้ดี แต่เมื่อใดก็ตามที่เซลล์เหล่านี้เกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติและควบคุมไม่ได้ ก็จะเจริญเติบโตกลายเป็นเนื้องอก และเมื่อเนื้องอกนั้นโตขึ้นเรื่อยๆ เส้นเลือดที่มาเลี้ยงเนื้องอกอาจจะเปราะและแตกออกง่าย ส่งผลให้มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ ซึ่งเป็นที่มาของอาการปัสสาวะเป็นเลือดนั่นเอง
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เลย ทำให้คนไข้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงแค่ทางเดินปัสสาวะอักเสบธรรมดา หรือคิดว่าเด็ดยาต้มยาสมุนไพรกินเองก็หาย จนกระทั่งเนื้อร้ายเริ่มลุกลามเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อลึกขึ้น การรักษาจึงยากและซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย
อาการแบบไหนที่ชี้เป้าว่าอาจเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
หมออยากให้ลองสังเกตความผิดปกติของตัวเองเวลาเข้าห้องน้ำ หากมีอาการเหล่านี้ปนอยู่ด้วย ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดทันที
- ปัสสาวะมีสีแดงจางๆ สีชมพู หรือสีแดงสด: อาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วหายไปหลายวัน จากนั้นก็กลับมาเป็นอีก ซึ่งลักษณะสีปัสสาวะปนเลือดนี้มักจะไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยเลย
- มีอาการระคายเคืองขณะปัสสาวะ: เช่น ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ รู้สึกปวดปัสสาวะกะทันหันจนกลั้นแทบไม่อยู่ หรือบางรายอาจรู้สึกแสบขัดเล็กน้อย
- ปัสสาวะสะดุดหรือไหลกะปริบกะปรอย: เกิดจากการที่มีก้อนเนื้อหรือลิ่มเลือดเข้าไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
- อาการในระยะลุกลาม: หากปล่อยทิ้งไว้จนโรคแพร่กระจาย อาจมีอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง ปวดกระดูก น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ หรือขาบวมทั้งสองข้าง
ไขข้อข้องใจ: ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้?
หลายคนมักจะถามหมอว่า ทำไมถึงแจ็กพอตกลายเป็นโรคนี้ได้ ทั้งที่ดูแลตัวเองดีมาตลอด ความจริงแล้ว โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่างที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
การสูบบุหรี่... ตัวการร้ายอันดับหนึ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง
สารพิษในควันบุหรี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ปอด เมื่อเราสูดดมเข้าไป สารเคมีอันตรายเหล่านั้นจะซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านการกรองที่ไต และถูกส่งมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะเพื่อรอการขับถ่ายออกไป สารพิษที่แช่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจะเข้าไปทำลายและกระตุ้นให้เซลล์ผนังกระเพาะปัสสาวะเกิดความผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
สารเคมีจากการทำงานและการสัมผัสสิ่งแวดล้อม
กลุ่มคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีจำพวกสีย้อม สารเคลือบ ยาง พลาสติก หนังสัตว์ หรือช่างทำผมที่ต้องสัมผัสกับน้ำยาย้อมผมที่มีสารเคมีเข้มข้นเป็นเวลานานหลายปี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไปเนื่องจากการสะสมของสารเคมีในร่างกาย
การระคายเคืองเรื้อรังในทางเดินปัสสาวะ
ผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะเรื้อรัง มีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ หรือผู้ที่จำเป็นต้องคาสายสวนปัสสาวะทิ้งไว้เป็นเวลานาน การอักเสบและระคายเคืองซ้ำๆ ของผนังกระเพาะปัสสาวะก็สามารถกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็งได้เช่นกัน
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย: หมอตรวจอย่างไรบ้าง?
เมื่อคนไข้มาพบหมอด้วยอาการปัสสาวะปนเลือด หมอจะมีขั้นตอนการตรวจหาความผิดปกติอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกแยะอาการและหาสาเหตุที่แท้จริง
- การตรวจปัสสาวะ: เพื่อเช็กดูว่ามีเม็ดเลือดแดงปนอยู่มากน้อยเพียงใด และมีการตรวจวิเคราะห์หาเซลล์มะเร็งที่หลุดปนออกมากับปัสสาวะด้วย
- การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ: วิธีนี้ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุด หมอจะใช้กล้องขนาดเล็กพิเศษสอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปดูภายในกระเพาะปัสสาวะโดยตรง ซึ่งช่วยให้เห็นก้อนเนื้อได้อย่างชัดเจน หากพบสิ่งผิดปกติก็สามารถตัดชิ้นเนื้อเล็กๆ ออกมาตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการได้ทันที
- การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง เพื่อประเมินขอบเขตของโรค ดูว่าก้อนเนื้อลุกลามออกนอกกระเพาะปัสสาวะหรือกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะข้างเคียงแล้วหรือไม่
วิธีรักษาเมื่อตรวจพบ: ต้องผ่าตัดไหม?
หากผลตรวจชิ้นเนื้อออกมายืนยันว่าเป็น โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หมอจะพิจารณารูปแบบการรักษาโดยดูจากระยะของโรค ความลึกของการลุกลาม และสุขภาพโดยรวมของคนไข้เป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกเป็นแนวทางใหญ่ๆ ดังนี้
หากตรวจเจอตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่เซลล์มะเร็งยังอยู่เฉพาะที่ผิวผนังด้านใน หมอจะรักษาโดยการผ่าตัดขูดเนื้องอกผ่านกล้องทางท่อปัสสาวะ ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องเปิดแผลหน้าท้องเลย หลังจากนั้นอาจมีการใส่น้ำยาเคมีบำบัดหรือยาภูมิคุ้มกันบำบัดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะโดยตรง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจยังหลงเหลืออยู่และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
แต่ในกรณีที่เซลล์ร้ายลุกลามลึกเข้าไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะแล้ว การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดเอากระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด ร่วมกับการทำทางเบี่ยงปัสสาวะใหม่เพื่อให้คนไข้สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้ตามปกติ ซึ่งอาจเป็นการต่อท่อปัสสาวะมาเปิดที่หน้าท้องร่วมกับการใช้ถุงเก็บปัสสาวะ หรือการใช้ลำไส้มาสร้างกระเพาะปัสสาวะเทียมขึ้นมาใหม่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในคนไข้แต่ละราย และในบางกรณีอาจต้องใช้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีรักษาร่วมด้วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้ดียิ่งขึ้น
วิธีดูแลตัวเองและปรับพฤติกรรม เพื่อไกลห่างจากโรคนี้
การป้องกันและลดความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราทุกคนเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ หมออยากแนะนำข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่ช่วยปกป้องกระเพาะปัสสาวะของเราให้แข็งแรง
- เลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด: นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเท่านั้น แต่ยังดีต่อหัวใจและปอดอีกด้วย
- ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอ: ควรดื่มน้ำวันละประมาณ 8-10 แก้ว การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยเจือจางความเข้มข้นของสารพิษต่างๆ ในปัสสาวะ และช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายบ่อยขึ้น ทำให้สารเคมีตกค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะสั้นลง
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ: เมื่อรู้สึกปวดควรรีบเข้าห้องน้ำทันที เพื่อลดเวลาที่ผนังกระเพาะปัสสาวะต้องสัมผัสกับของเสียในร่างกาย
- สวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำงานกับสารเคมี: สำหรับผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสสารเคมีอันตราย ควรปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด สวมถุงมือ หน้ากาก และล้างมือทำความสะอาดร่างกายทุกครั้งหลังเสร็จงาน
สุดท้ายนี้ หมออยากเน้นย้ำว่า โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนรักษาไม่ได้ หากเราหมั่นสังเกตตัวเองและพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การปัสสาวะเป็นเลือดแม้เพียงครั้งเดียวและไม่มีอาการเจ็บปวดเลย คือสัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังส่งเสียงบอกเรา อย่ารอช้าที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะการตรวจพบเร็วคือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและมีโอกาสหายขาดสูงมาก