ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนพาคุณลูกมาปรึกษาด้วยความกังวลว่าลูกอาจจะเป็นโรคสมาธิสั้น นั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยได้ วอกแวกง่าย งานการไม่เสร็จ แต่พอซักประวัติลึกลงไป กลับพบว่าต้นเหตุไม่ได้มาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือสารเคมีในสมองเหมือนโรคสมาธิสั้นแท้ๆ แต่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเสพติดหน้าจอมือถือและแท็บเล็ตจนสมองล้า ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ว่า โรคสมาธิสั้นเทียม
โรคสมาธิสั้นเทียมคืออะไร และต่างจากของจริงอย่างไร?
หลายคนอาจสงสัยว่าอาการมันเหมือนกัน ทำไมถึงเรียกว่าเทียม ความจริงแล้ว โรคสมาธิสั้นแท้หรือ ADHD เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง สมองส่วนหน้าทำหน้าที่ควบคุมสบสนและยับยั้งชั่งใจทำงานบกพร่องมาตั้งแต่เกิด
แต่สำหรับโรคสมาธิสั้นเทียม สมองของเด็กไม่ได้มีความผิดปกติตั้งแต่ต้นครับ แต่เกิดจากการที่สมองถูกกระตุ้นด้วยความเร็วสูงจากหน้าจอโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานเกินไป คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่เปลี่ยนฉากทุกๆ สองวินาที ทำให้สมองเคยชินกับการรับข้อมูลแบบฉาบฉวย พอต้องมานั่งเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานานและมีความอดทนสูง สมองจึงรู้สึกเบื่อ หงุดหงิด และพาลให้อดทนรอคอยไม่ได้ กลายเป็นอาการที่ดูคล้ายกับเด็กสมาธิสั้นทุกประการ
เช็กดูซิว่าพฤติกรรมแบบนี้ เข้าข่ายโรคสมาธิสั้นเทียมหรือยัง?
เวลาตรวจคนไข้ ผมมักจะให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตสัญญาณเตือนใกล้ตัวเหล่านี้ดูครับว่ามีมากน้อยแค่ไหน
- ใจร้อนและรอคอยไม่เป็น: ต้องการอะไรต้องได้เดี๋ยวนี้ ขัดใจนิดหน่อยไม่ได้จะโวยวายทันที
- วอกแวกง่ายเสียสมาธิกลางคัน: ทำการบ้านหรือทำงานอยู่ดีๆ แค่มีเสียงอะไรนิดหน่อยก็หลุดโฟกัสและไม่กลับมาทำต่อ
- ขี้ลืมและทำของหายบ่อย: จำเรื่องที่เพิ่งคุยกันไม่ได้ วางของไว้แล้วลืมว่าเก็บตรงไหน
- เบื่อง่ายหน่ายเร็ว: ไม่มีความอดทนกับกิจกรรมที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ยาวๆ หรือการต่อเลโก้ชิ้นเล็กๆ
- ติดหน้าจออย่างหนัก: ถ้าไม่ได้จับมือถือหรือไอแพดจะมีอาการกระวนกระวาย อารมณ์ฉุนเฉียวผิดปกติ
ทำไมหน้าจอมืออาชีพถึงทำให้สมองพังและสมาธิสั้นลง?
เบื้องหลังอาการเหล่านี้มาจากระบบเคมีในสมองครับ เมื่อเราหรือเด็กๆ เล่นเกม ดูคลิปสั้น หรือไถฟีดโซเชียลมีเดีย สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่าโดปามีนออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความรู้สึกสนุกและเพลิดเพลินทันที
พอนานเข้า สมองจะเสพติดความสุขที่ได้มาง่ายและรวดเร็วแบบนี้ เมื่อต้องเปลี่ยนมาทำกิจกรรมในชีวิตจริงที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูง เช่น การแก้โจทย์เลขยากๆ หรือการนั่งฟังคุณครูสอน สมองจะไม่หลั่งโดปามีนออกมาในระดับเดียวกัน ทำให้เด็กรู้สึกว่ากิจกรรมเหล่านั้นน่าเบื่อจนไม่อยากทำและแสดงอาการต่อต้านออกมาในที่สุด
วิธีปรับพฤติกรรมและกู้คืนสมาธิให้กลับมา
ข่าวดีคือ โรคสมาธิสั้นเทียมสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่ต้องใช้ยาเลยครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของคนในบ้านร่วมกัน
1. กำหนดเวลาการใช้หน้าจอให้ชัดเจน
เด็ดขาดเรื่องกฎเวลาครับ สำหรับเด็กเล็กควรหลีกเลี่ยงหน้าจอยกเว้นเพื่อการเรียนออนไลน์ ส่วนเด็กโตต้องมีข้อตกลงร่วมกันว่าวันหนึ่งเล่นได้กี่นาที และต้องไม่มีหน้าจอในห้องนอนเด็ดขาดเพื่อป้องกันการแอบดูตอนดึก
2. ชวนทำกิจกรรมที่ใช้เวลานานและลงมือทำจริง
ลองหากิจกรรมที่ช่วยฝึกความอดทนและการโฟกัส เช่น การต่อเลโก้ การวาดรูป ระบายสี การปลูกต้นไม้ หรือการทำอาหารร่วมกัน กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยฝึกให้สมองเรียนรู้ความสุขที่ได้มาจากการรอคอยและความพยายาม
3. เป็นตัวอย่างที่ดีในการวางมือถือ
เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังนั่งก้มหน้าเล่นมือถือตลอดเวลาที่อยู่บ้าน ก็ยากที่จะบอกให้ลูกวางมือถือได้ ลองจัดเวลาครอบครัวแบบปลอดหน้าจอ เช่น ช่วงกินข้าวเย็น หรือก่อนนอน เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวในแต่ละวัน
เมื่อไหร่ควรพาไปพบแพทย์เพื่อความมั่นใจ?
หากคุณพ่อคุณแม่ลองปรับพฤติกรรม งดจอ และเพิ่มกิจกรรมในโลกแห่งความจริงอย่างเต็มที่แล้วเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน แต่อาการวอกแวก ขาดสมาธิ และควบคุมตัวเองไม่ได้ยังคงรุนแรงส่งผลกระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน แนะนำให้พามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อประเมินอย่างละเอียดอีกครั้งว่าอาจมีภาวะโรคสมาธิสั้นแท้ร่วมด้วยหรือไม่ครับ