ภาพที่คุณพ่อคุณแม่เห็นจนชินตาแต่บาดหัวใจทุกครั้ง คืออาการเด็กน้อยนั่งน้ำลายไหล ยืดตัวปฏิเสธขวดนม หรือร้องไห้โยเซงแซวทุกครั้งที่ช้อนอาหารแตะโดนริมฝีปาก อาการแผลในช่องปากไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากโรคมือเท้าปาก ไวรัสเฮอร์แปงไจนา หรือแผลร้อนในธรรมดา มักสร้างความเจ็บปวดจนเด็กไม่ยอมกลืนน้ำและอาหาร ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสภาวะนี้ไม่ใช่แค่ตัวโรค แต่คือการที่ร่างกายเด็กทรุดลงจากการขาดน้ำและสารอาหาร
ในฐานะแพทย์เด็ก สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญคือการจัดการภาวะขาดน้ำและโภชนาการอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยประคับประคองให้ร่างกายของลูกน้อยมีแรงสู้กับเชื้อโรคและฟื้นตัวกลับมาสดใสได้โดยเร็ว
สังเกตอย่างไรว่าลูกน้อยกำลังเผชิญภาวะขาดน้ำ
เมื่อเด็กมีแผลในช่องปาก การกลืนจะทำได้ยากลำบาก ทำให้รับประทานน้ำได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของภาวะขาดน้ำ ดังต่อไปนี้
- ปัสสาวะน้อยลง: ผ้าอ้อมแห้งนานเกิน 6-8 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มจัด
- ริมฝีปากและช่องปากแห้ง: ปากแห้ง ผิวแห้ง ร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตาไหลออกมา
- ตาโหลและกระหม่อมบุ๋ม: ในเด็กทารกอาจสังเกตเห็นบริเวณกระหม่อมหน้าบุ๋มลงอย่างชัดเจน
- ซึม อ่อนเพลีย หรือหงุดหงิดผิดปกติ: เด็กดูไร้เรี่ยวแรง ไม่เล่น ร้องไห้งอแงต่อเนื่อง
แนวทาง การจัดการภาวะขาดน้ำและโภชนาการ สำหรับเด็กเจ็บปาก
การป้อนน้ำและอาหารในปริมาณเท่าเดิมด้วยวิธีปกติมักไม่สำเร็จและยิ่งเพิ่มความเครียดให้เด็ก การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้อาหารและน้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการดูแล
1. เทคนิคการเติมน้ำและจิบสารน้ำ
อย่าพยายามบังคับให้ลูกดื่มน้ำครั้งละแก้วใหญ่ ให้ใช้หลักการ "จิบทีละนิด แต่จิบบ่อยๆ" โดยป้อนครั้งละ 1-2 ช้อนชา หรือใช้หลอดหยดสลิงค์ค่อยๆ ป้อนข้างกระพุ้งแก้มทุก 10-15 นาที
น้ำที่ป้อนควรเป็นน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง เพราะความเย็นจะช่วยลดอาการชาและบรรเทาความเจ็บปวดบริเวณแผลได้ นอกจากนี้ยังสามารถให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับเด็ก นมเย็น หรือนำน้ำผลไม้สกัดเย็นบรรจุใส่พิมพ์ทำเป็นไอศกรีมแท่งให้เด็กอมเล่น ซึ่งช่วยทั้งลดความเจ็บและเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกายไปพร้อมกัน
2. การคัดสรรอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
อาหารสำหรับเด็กที่มีแผลในช่องปากควรเน้นอาหารที่มีลักษณะอ่อน นุ่ม เย็น และกลืนง่าย หลีกเลี่ยงอาหารร้อน รสจัด มีกรดสูง หรืออาหารที่มีลักษณะแข็งและกรอบ
- อาหารประเภทโปรตีนและไขมันดี: เต้าหู้นมสด ไอศกรีมรสหวานน้อย โยเกิร์ต ไข่ตุ๋นเย็น อะโวคาโดบด หรือซุปครีมที่พักจนเย็น
- อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต: โจ๊กบดละเอียดที่เย็นแล้ว ข้าวต้มปั่นละเอียด หรือกล้วยหอมบด
- สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง: ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่น ส้ม มะนาว สับปะรด อาหารรสเค็มจัดหรือเผ็ด และขนมขบเคี้ยวกรอบที่อาจบาดแผลในปาก
3. การบรรเทาอาการเจ็บปวดก่อนมื้ออาหาร
หากเด็กปวดแผลมากจนไม่ยอมกลืนอะไรเลย การบรรเทาความเจ็บปวดก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาทีเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อคุณแม่อาจปรึกษาแพทย์ในการใช้ยาแก้ปวดลดไข้ หรือยาทาชาสำหรับช่องปากชนิดเฉพาะสำหรับเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กรู้สึกสบายปากพอที่จะรับประทานอาหารและน้ำได้
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์ทันที
blockquote>การดูแลที่บ้านเป็นการประคับประคองอาการ แต่หากพบว่าลูกน้อยไม่สามารถดื่มน้ำหรือนมได้เลยนานเกิน 12 ชั่วโมง ปัสสาวะไม่ออก ซึมลงมาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือมีไข้สูงต่อเนื่องไม่ลด ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทางสายน้ำเกลือเพื่อป้องกันอันตรายจากภาวะขาดน้ำรุนแรง
การดูแลเด็กที่มีแผลในช่องปากต้องอาศัยความใจเย็น ความเข้าใจ และการปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างยืดหยุ่น การป้อนอาหารและน้ำอย่างถูกต้องตามหลักการจัดการภาวะขาดน้ำและโภชนาการ จะช่วยให้ลูกน้อยผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บปวดไปได้อย่างปลอดภัยและกลับมาร่าเริงสดใสได้ในเร็ววัน