หลายครั้งเวลาที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาที่คลินิกด้วยอาการเหนื่อยล้าสะสม นอนไม่หลับ หรือเผชิญกับความเครียดเรื้อรัง สิ่งที่เรามักจะคุยกันบ่อยๆ คือเรื่องของร่างกายที่พัง ภูมิคุ้มกันที่ตก หรืออาการปวดหัวไมเกรนที่กำเริบ แต่มีอีกมุมหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและมักจะถูกมองข้ามไปอยู่เสมอ นั่นคือเรื่องของจิตใจ โดยเฉพาะความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ของตัวเองในชีวิตประจำวัน
ในฐานะหมอที่นั่งตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน ได้เห็นเลยว่าเวลาที่ร่างกายและสมองของเราถูกกดดันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นจากงาน ความสัมพันธ์ หรือไลฟ์สไตล์ สิ่งที่พังตามมาอย่างรวดเร็วไม่แพ้สุขภาพกายก็คือความสามารถในการควบคุมอารมณ์นี่แหละครับ จนบางครั้งเราอาจเผลอแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกไปโดยไม่รู้ตัว และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราต้องมาทำความเข้าใจกันในวันนี้ว่า สภาวะแวดล้อมรอบตัวเรากำลังส่งผลกระทบต่อความฉลาดทางอารมณ์อย่างไรบ้าง
ความฉลาดทางอารมณ์คืออะไร และทำไมถึงลดระดับลงได้?
เวลาพูดถึงความฉลาดทางอารมณ์ หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ EQ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของนิสัยติดตัวที่เปลี่ยนกันไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว EQ เป็นทักษะที่สมองส่วนหน้าของเราใช้ในการประมวลผล ควบคุมความอยาก ยับยั้งชั่งใจ และทำความเข้าใจความรู้สึกของทั้งตัวเองและผู้อื่น
แต่ปัญหาคือ สมองส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องการพลังงานค่อนข้างสูงและเปราะบางมาก หากเรานอนน้อยเกินไปเครียดสะสมติดต่อกันนานๆ หรือแม้แต่รับประทานอาหารไม่ ผลกระทบต่อความฉลาดทางอารมณ์ ก็จะแสดงออกมาทันทีผ่านการทำงานของสมองส่วนหน้าที่เริ่มล้า ทำให้กลไกการยับยั้งชั่งใจทำงานได้ไม่เต็มที่ เปรียบเสมือนแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่เหลือเปอร์เซ็นต์น้อยจนเครื่องเริ่มรวนและปิดแอปพลิเคชันสำคัญๆ ไปทีละตัว
สัญญาณเตือนเมื่อระดับ EQ เริ่มสั่นคลอน
อาการแบบไหนบ้างที่กำลังฟ้องว่าความฉลาดทางอารมณ์ของเรากำลังลดลง ลองสำรวจตัวเองจากพฤติกรรมเหล่านี้ดูได้เลยครับ
- หงุดหงิดง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง: จากเดิมที่เป็นคนใจเย็น ฟังเหตุผล แต่ช่วงนี้กลับรู้สึกฟิวส์ขาดได้ง่ายกับแค่เรื่องรถติด หรือเสียงรบกวนเล็กๆ น้อยๆ
- ควบคุมน้ำเสียงและคำพูดไม่ได้: เริ่มเผลอใช้คำพูดที่รุนแรงหรือเหวี่ยงใส่คนใกล้ตัว ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่อยากทำแบบนั้น
- ขาดความเห็นอกเห็นใจ: รู้สึกว่าตัวเองไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะไปรับฟังปัญหาของใคร และมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา
- ตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ได้ยากขึ้น: รู้ลังเล วิตกกังวลเกินเหตุ กับเรื่องที่ไม่ควรจะต้องคิดเยอะ
ตัวการสำคัญที่คอยบั่นทอนความสามารถในการจัดการอารมณ์
การที่คนเราจะรักษาความนิ่งและเข้าใจโลกได้ดีนั้น ปัจจัยทางชีวภาพมีส่วนสำคัญมาก ตัวการหลักๆ ที่หมอพบเจอในคนไข้บ่อยที่สุดมีดังนี้
การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักร่างกาย แต่เป็นการล้างขยะในสมอง หากอดนอนติดต่อกันเพียงไม่กี่คืน เซลล์ประสาทในสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์จะสื่อสารกันผิดเพี้ยน ทำให้เราควบคุมอารมณ์โกรธหรือเสียใจได้ยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความเครียดเรื้อรังที่สะสมใต้พรม
เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาเป็นเวลานาน สมองจะถูกบังคับให้อยู่ในโหมดเอาตัวรอดตลอดเวลา ส่งผลให้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผลลดลง และใช้สัญชาตญาณดิบในการตอบสนองต่อสถานการณ์แทน
วิธีฟื้นฟูสมองและดึงสติกลับคืนมา
ข่าวดีคือความฉลาดทางอารมณ์ที่ลดลงไปชั่วคราวเหล่านี้สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้ครับ หากเราเริ่มดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี
- ให้ความสำคัญกับการนอน: จัดเวลานอนให้ได้ 7 ถึง 8 ชั่วโมง เพื่อให้สมองได้เคลียร์สารเคมีส่วนเกินและเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่
- ฝึกการหยุดก่อนพูด: เมื่อเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์พุ่งสูงขึ้น ให้ใช้วิธีสูดหายใจลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ เพื่อดึงเลือดกลับมาเลี้ยงสมองส่วนหน้าก่อนจะตอบโต้อะไรออกไป
- ลดสิ่งเร้าดิจิทัล: การเสพข่าวสารหรือหน้าจอโทรศัพท์มากเกินไป ทำให้สมองรับภาระหนักเกินความจำเป็น ลองหาเวลาออฟไลน์เพื่อให้สมองได้พักบ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว การมีความฉลาดทางอารมณ์ที่ดีไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นคนใจเย็นตลอดเวลาหรือห้ามโกรธเป็นอันขาด แต่คือการรู้ทันว่าตอนนี้ร่างกายและจิตใจของเรากำลังส่งสัญญาณอะไรออกมา และรู้จักถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อดูแลตัวเองให้ดีก่อนที่ความเครียดจะกลายเป็นตัวบงการชีวิตเราเสียเอง