เวลาเห็นลูกล้มแล้วร้องไห้ หรือเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจแล้วแสดงอารมณ์รุนแรง หัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่คงรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความผิดหวัง ความเสียใจ หรืออุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ในวัยเด็ก ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกีดกันออกไปจากชีวิตของลูกเลยครับ เพราะสิ่งเหล่านี้คือสนามฝึกซ้อมชั้นดีในการสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ หรือที่ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Resilience
เวลาที่เด็กๆ เจอเรื่องยากๆ แล้วผ่านมันไปได้ด้วยตัวเอง สมองและจิตใจของพวกเขาจะเรียนรู้วิธีรับมือกับความเครียด ทำให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมเผชิญหน้ากับโลกกว้างได้อย่างมั่นคง โดยที่เราในฐานะพ่อแม่มีหน้าที่เป็นเบาะรองรับและเป็นโค้ชข้างสนาม คอยชี้แนะวิธีคิด ไม่ใช่การวิ่งไปเคลียร์ปัญหาให้ทุกเรื่อง
เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการมีความยืดหยุ่นในจิตใจ
ความยืดหยุ่นทางจิตใจไม่ใช่การที่เด็กต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลา ห้ามร้องไห้ หรือเก็บกดความรู้สึกแย่ๆ เอาไว้ แต่แท้จริงแล้วมันคือความสามารถในการ เด้งกลับ หรือปรับตัวได้ดีหลังจากเจอเรื่องแย่ๆ หรือความผิดหวัง
เด็กที่มีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี จะรู้ว่าความรู้สึกเสียใจ โกรธ หรือผิดหวังเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ และที่สำคัญคือพวกเขารู้ว่าความรู้สึกเหล่านี้จะผ่านไป และตัวเองยังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ เปรียบเสมือนต้นไม้ที่อ่อนลู่ไปตามแรงลมพายุ แต่ไม่หักโค่นลงมา เพราะมีรากแก้วที่ฝังลึกและยืดหยุ่น
เหตุผลที่พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกรู้จักรับมือกับความผิดหวังตั้งแต่ยังเล็ก
ในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างดูรวดเร็วและสะดวกสบาย เด็กหลายคนอาจคุ้นเคยกับการได้ในสิ่งที่ต้องการทันที พ่อแม่อาจเผลอเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ลูกทุกครั้ง เพื่อไม่อยากให้ลูกต้องเสียใจหรือลำบาก แต่การทำแบบนั้นในระยะยาวอาจทำให้เด็กขาดทักษะในการเอาตัวรอด
เมื่อเด็กต้องเผชิญกับโลกภายนอกที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อาจเกิดความเครียดและรับมือไม่ไหวได้ง่าย การฝึกให้ลูกรู้จักความผิดหวังในระดับที่เหมาะสมตั้งแต่อยู่ในบ้าน จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่ดี ทำให้เขาเรียนรู้ว่าความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นแค่บทเรียนหนึ่งเท่านั้น
วิธีฝึกฝนและหล่อหลอมจิตใจลูกให้เข้มแข็งในชีวิตประจำวัน
การสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจให้เด็ก ไม่ได้หมายความว่าต้องรอให้เกิดเรื่องใหญ่โตโตถึงค่อยสอน แต่เราสามารถสอดแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวันและการเล่นทั่วไปได้ผ่านแนวทางเหล่านี้
เปิดโอกาสให้ลูกได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
เวลาที่ลูกต่อเลโก้แล้วพัง หรือทำการบ้านข้อที่ยากแล้วทำไม่ได้ แทนที่เราจะรีบเข้าไปจับมือทำหรือเฉลยคำตอบให้ทันที ลองเปลี่ยนเป็นการถอยออกมาก้าวหนึ่ง ให้เวลาเขาได้คิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือตั้งคำถามปลายเปิดชวนคิด เช่น ลองคิดดูซิว่าถ้าทำแบบนี้อีกรอบ จะเกิดอะไรขึ้น การปล่อยให้เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยแล้วหาทางออกได้เอง จะสร้างความภูมิใจและเพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้มากกว่า
สอนให้ลูกยอมรับและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
เมื่อลูกร้องไห้เพราะทำของเล่นพัง หรือไม่ได้ไปเที่ยวตามที่หวัง สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรทำคือการยอมรับความรู้สึกของเขาก่อน อย่าเพิ่งรีบพูดตัดพ้อว่าเรื่องแค่นี้เองทำไมต้องร้อง ให้ใช้คำพูดที่แสดงความเข้าใจ เช่น พ่อรู้ว่าหนูเสียใจมากที่ของเล่นพังเพราะหนูรักมันมาก เมื่อเด็กได้รับการยอมรับความรู้สึก เขาจะสงบลงได้เร็วขึ้น และเปิดใจรับฟังคำแนะนำในการแก้ปัญหาต่อไป
เปลี่ยนมุมมองต่อความล้มเหลวให้กลายเป็นเรื่องสนุกของการเรียนรู้
ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย พ่อแม่ควรแสดงให้ลูกเห็นด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย เวลาที่เราทำอะไรพลาดเอง เช่น ทำอาหารไหม้ หรือทำของตกแตก ก็สามารถหัวเราะและบอกให้ลูกฟังได้ว่า อ้าว พลาดไปแล้ว คราวหน้าเราค่อยระวังใหม่ การที่เด็กเห็นว่าพ่อแม่ไม่ได้ซีเรียสกับความผิดพลาด พวกเขาก็จะไม่กลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความล้มเหลวมากขึ้น
สัญญาณเตือนที่บอกว่าลูกอาจกำลังต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม
แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะมีกลไกในการปรับตัวตามธรรมชาติ แต่บางครั้งความเครียดหรือปัญหาที่สะสมก็อาจเกินกว่าที่เด็กจะรับมือไหว พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เช่น ลูกเก็บตัวเงียบ ไม่ยอมพูดคุย มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด นอนไม่หลับ หรือพฤติกรรมถดถอย เช่น กลับมาฉี่รดที่นอน หากพบอาการเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน การพาไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก จะช่วยให้เด็กได้รับคำแนะนำและการช่วยเหลือที่ตรงจุดครับ